ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวต่างชาติในไทยเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และยิ่งเมื่อถูกนำไปขยายผลผ่านโลกออนไลน์ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายผ่านมือถือ ทำให้หลายเรื่องหลายราวยิ่งลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว ปลุกกระแสความไม่พอใจจนกระทั่งลามไปเป็นความเกลียดชัง ทั้งที่เรื่องราวจำนวนมากที่เป็นต้นเหตุของปัญหาในลักษณะนี้ มักจะมาจากพฤติกรรมของคนเพียงบางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้น แต่เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอ มันก็มักจะกลายเป็นการเหมารวมไปทั้งหมด ซึ่งก็ไม่ถูกต้องเท่าใดนัก
อิทธิพลของโลกโซเชียลทำให้คนบางคนกลายเป็นคนดังได้ในชั่วข้ามคืน แต่ก็ทำให้คนหมดที่ยืนได้ในชั่วพริบตาเช่นกัน และบางคนเพียงเพราะอยากได้ยอดวิว ก็อาจทำพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่ถูกไม่ควรนัก
เช่นที่เมื่อเร็วๆ นี้ สถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอลถูกเพจเฟซบุ๊ก “ไทยไม่ทน” นำภาพกิจกรรมของสถานทูตที่่มีการเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กชื่อ “ทุกเรื่องเมืองยิว” ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กทางการของสถานเอกอัครราชทูต เกี่ยวกับการเผยแพร่อาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai Select ซึ่งสถานทูตร่วมกับกลุ่มกองทุนแม่บ้านประจำอิสราเอลจัดขึ้น ในภาพมีนายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูตและคณะผู้แทนไทยในอิสราเอลจากหลายหน่วยงาน รวมถึงเชฟกิ๊ก กมล ชอบดีงาม ผู้ชนะรายการเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย ที่ไปสาธิตการทำอาหารไทยให้ชาวอิสราเอลและชาวไทยได้ชมและชิม เพื่อส่งเสริมอาหารไทยในอิสราเอล ถูกเฟซบุ๊ก “ไทยไม่ทน” นำไปปรับแก้ ลบตราสัญลักษณ์ Thai Select ออก แล้วนำภาพธงชาติอิสราเอล 2 ผืนไปใส่แทนแทน พร้อมคำบรรยายทำนองว่า คนไทยในอิสราเอลต่อต้านกระแสความคิดของคนไทยในประเทศ เกี่ยวกับการต่อต้านคนอิสราเอลในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ อย่างชัดเจน
หรืออย่างกรณีเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อนที่หญิงจีนรายหนึ่งไปโพสต์บน Weibo ว่าถูกสตาฟฟ์ทำร้ายร่างกายขณะเข้าร่วมกิจกรรมในไทย ทำให้สถานเอกอัครราชทูตจีนออกแถลงการณ์ปกป้องพลเมืองของตนหลัง GMMTV ออกมาขอโทษและสั่งพักงานสตาฟฟ์ ก่อนที่นักสืบโซเชียลจะออกมาเปิดเผยข้อมูลอีกด้านซึ่งเหมือนหนังคนละม้วน แม้สุดท้ายทั้งคู่ต่างถอนแจ้งความและไม่ติดใจที่จะดำเนินคดี แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้คนไทยไม่พอใจอย่างมากและตามไปคอมเมนต์ในเพจของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยอย่างล้นหลาม

หลังจากนั้นไม่นาน เกิดเหตุวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อซาแซงจีน 22 คนที่ติดตามดาราไม่ยอมทำตามกฎ พยายามบุกเข้าไปในห้องรับรองทั้งที่ไม่มีสิทธิ และสร้างความวุ่นวายในสนามบินจนถูกกักตัวไม่ให้ขึ้นเครื่อง ก่อนที่จะไปโพสต์บน Weibo ว่าถูกเจ้าหน้าที่สนามบินเหยียดเชื้อชาติ กลายเป็นดราม่าร้อนแรงในจีนอีกรอบ จนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดเผยภาพกล้องวงจรปิดทั้งหมดและลงโทษเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว
หลากเรื่องหลายราวบนโลกโซเชียลกลายมาเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของทั้งคนไทยและคนจีน จนกระทั่ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตนรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พูดถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นหน้าที่ของเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพราะมีหลายประเด็นที่ทำให้เกิดกระแสในหมู่คนไทย และได้เคยบอกท่านทูตว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหว ต้องออกมาพูดชี้แจงไม่ใช่ปกป้องผลประโยชน์ของฝ่ายจีนอย่างเดียว ต้องทำความเข้าใจ เพราะหน้าที่หลักของทูตคือส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่งเสริมความเข้าใจที่ดีระหว่างประชาชน
ต้องยอมรับว่า การให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลของนายสีหศักดิ์ในครั้งนั้นเรียกเสียงฮือฮาอย่างมาก เพราะน้อยครั้งที่จะได้เห็นการตอบคำถามเช่นนี้จากรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่ก็เป็นการพูดที่ตรงจุดภายใต้ความต้องการให้ความรู้สึกของประชาชนและความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ร้าวฉานมากไปกว่านี้ จากการกระทำของคนเพียงไม่กี่คน

อีกหนึ่งเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนไทยและถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือการเข้ามาอยู่ในไทยของชาวอิสราเอล โดยไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลมาอย่างยาวนาน แต่ในระยะหลังมีการกระจุกตัวในบางพื้นที่และตั้งชุมชนของตนเองขึ้น ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ามีพฤติกรรมไม่เคารพกฎระเบียบและวิถีชีวิตของชุมชน ทำธุรกิจผ่านนอมินี กระทั่งส่งผลกระทบกับคนในพื้นที่
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ได้หารือกับ นางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เกี่ยวกับเรื่องที่คนไทยกังวลและห่วงใยในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคนอิสราเอลที่อยู่ในไทย โดยย้ำว่าไทยไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เราเปิดรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นชาติไหนจะทำอะไรก็ได้ ต้องเคารพประเพณีและค่านิยมของประเทศนั้นๆ ซึ่งไม่ได้เหมารวมว่าเป็นการกระทำของชาวอิสราเอลทั้งหมด สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่รายได้แต่ต้องเคารพในศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทยด้วย
นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ทูตอิสราเอลระบุว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจและจะมีการทำเอกสารเพื่อให้ข้อมูลสำหรับชาวอิสราเอลที่จะมาท่องเที่ยวในไทยต่อไป และในเวลาต่อมา ท่านทูตอิสราเอลยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย พร้อมยืนยันว่า คนต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือคนชาติใดก็ตามก็ต้องได้รับโทษภายใต้กฎหมายไทยเช่นกัน

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของกระแสความไม่พอใจต่อการประพฤติตัวของชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย แต่กลับมีพฤติกรรมไม่เคารพกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลก็เพิ่งมีมติทบทวนการยกเว้นวีซ่าให้กับชาวต่างชาติจาก 93 ประเทศ ที่เคยพำนักอยู่ในไทยสูงสุด 60 วัน เหลือเพียง 30 วัน โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กันยายนนี้ เพื่อเป็นการสกัดกั้นกลุ่มทุนเทาหรืออาชญากรข้ามชาติที่แฝงตัวเข้ามาในคราบนักท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มที่อาศัยฟรีวีซ่าเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมาย
การแก้ไขปัญหาด้วยการเสนอให้ลดจำนวนการพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 30 วัน ก็เป็นข้อริเริ่มของนายสีหศักดิ์เช่นกัน ซึ่งสอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีบางส่วนที่หวั่นเกรงว่าการลดจำนวนการพำนักในไทยจะส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่ม Digital Nomad แต่เมื่อคำนึงถึงภาพรวมและการศึกษาที่ยืนยันว่า นักท่องเที่ยวทั่วไปส่วนใหญ่ก็มักจะพำนักในไทยไม่เกิน 30 วันอยู่แล้ว บวกกับการรักษาความมั่นคงภายในประเทศท่ามกลางโลกที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน การตัดสินใจนี้จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความเป็นจริง

การทำงานเชิงรุกของนายสีหศักดิ์ปรากฎให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่นที่ก่อนหน้านี้ได้ให้สัมภาษณ์กับวอชิงตันโพสต์ สื่อสหรัฐอย่างตรงไปตรงมาถึงมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ โดยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของสหรัฐต่อไทย จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสงครามในอิหร่าน หรือการเดินทางไปเยือนโอมานเพื่อขอความช่วยเหลือหลังจากที่เรือสัญชาติไทยติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซในเดือนเมษายน เช่นเดียวกับที่เพิ่งไปยือนประเทศไนจีเรียและเอธิโอเปียเมื่อปลายเดือนสิงหาคม เพื่อฟื้นนโยบาย Thailand-Africa Initiative (TAI) ในการหาตลาดใหม่ให้กับไทยอย่างเป็นรูปธรรม หรือการมาเข้ารับหน้าที่ประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานต่างๆ เป็นเอกภาพมากขึ้น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการทูตเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความปั่วป่วนวุ่นวายและปัญหามากมายที่เกิดขึ้นบนโลก ไม่ได้เพียงแต่ทำงานตามกระแส ไร้ยุทธศาสตร์ หรือทำเพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
ท่ามกลางโลกที่โซเชียลมีเดียครอบงำสังคม การปลุกปั่นเรื่องต่างๆ การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่รู้จริง หรือการใช้อคติตลอดจนความเชื่อเป็นธงนำ สิ่งเหล่านี้ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ การต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว แต่หากแยกไม่ออกระหว่างคนที่ตั้งใจทำงาน กับคนสร้างเรื่องสร้างกระแส และคนที่เลือกแต่จะวิจารณ์โดยไม่เคยลงมือทำอะไรจริงไม่ได้ ก็ได้แต่เศร้าใจกับอนาคตของประเทศสารขันธ์เสียจริง





