ชายคลั่งบนเครื่องบินจนถูกมัดติดเก้าอี้ เปิดปากครั้งแรกในศาล บอก ‘จำอะไรไม่ได้เลย’

จากกรณีที่ นายเลน อาร์เธอร์ ลันดีน วัย 67 ปี เกิดอาการคลุ้มคลั่ง พูดจาหยาบคายและเหยียดเชื้อชาติผู้อื่น จนถูกคนบนเครื่องบินช่วยกันใช้เทปกาวจับมัดไว้กับเก้าอี้ บนเครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ ขณะเดินทางออกจากสนามบินดัลลัส ฟอร์ตเวิร์ธ ไปยังสนามบินนวร์ก เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา และส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีต่อไป

ล่าสุด thebanner รายงานว่า นายลันดีนได้ถูกนำตัวขึ้นศาลที่แอนนาโปลิส รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ในวันถัดไป คือวันที่ 4 กันยายน ในการกล่าวถ้อยคำระหว่างการขึ้นศาลนัดแรก เพื่อรับทราบข้อหาทำร้ายร่างกาย ระดับ 2 และก่อความวุ่นวาย ซึ่งลันดีนบอกว่า เขาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผสมน้ำส้มไป 2 แก้ว และจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย

ลันดีนบอกว่า เขาจำได้แค่ว่า ได้พูดคุยกับชายที่นั่งข้างๆ เขา ซึ่งก็คือ “โจนาธาน คาห์น” แรบไบ สายมิสสิอานิก นักเขียนและนักวิจารณ์ชื่อดัง

โดย The Banner ได้รับไฟล์เสียงบันทึกการพิจารณาคดีดังกล่าว ซึ่งลันดีน ชาวเมืองทูซอน ได้บอกกับจอร์จ แฮก เจ้าพนักงานประจำศาลแขวาง ที่ศูนย์กักกัน เจนนิเฟอร์ โรด ว่า “ผมจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลยสักนิด”

Advertisement

ในช่วงเริ่มต้นของการพิจารณาคดี แฮก ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่างๆ ให้ ลันดีน รับทราบ ซึ่งลันดีนบอกว่า “ผมทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือ นั่นคือสิ่งที่เขียนไว้หรือเปล่า ผมไม่ได้เอาแว่นตามาด้วย”

จากนั้น แฮก จึงได้อ่านข้อกล่าวหาให้เขาฟัง ก่อนที่ลันดีนจะพูดว่า “พระเจ้าช่วย เรื่องมันวุ่นวายขนาดนั้นเลยหรือ ผมจำเรื่องพวกนั้นไม่ได้เลย”

ตำรวจระบุว่า พยานเล่าว่า ลันดีน มีพฤติกรรมก้าวร้าว วุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ บนเที่ยวบิน โดยมีการตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายและเหยียดเชื้อชาติ ปลุกผู้โดยสารที่กำลังหลับอยู่ให้ตื่น และถามผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งว่า เธอรักพระเยซูหรือไม่

ทั้งนี้ ในศาล แฮก ได้ถามลันดีนว่า อะไรทำให้มาอยู่ที่แมริแลนด์ ลันดีนบอกว่า “ผมตั้งใจจะไปที่นิวยอร์กซิตี้ ผมไม่รู้เลยว่ามาโผล่ที่แมริแลนด์ได้อย่างไร ผมควรจะไปลงจอดที่นิวเจอร์ซีย์ต่างหาก” โดย ลันดีน บอกว่า เขาเดินทางโดยเครื่องบิน เพื่อไปช่วยลูกสาวคนหนึ่งย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์ใหม่ และวันอาทิตย์วันนั้นก็ยังตรงกับวันเกิดของลูกสาวเขาด้วย ก่อนจะบอกว่า “ทริปนี้ผมเจอเรื่องซวยซ้ำซ้อนเลย ตอนนี้มันกลายเป็นซวยสามเด้งไปแล้ว”

ทั้งนี้ แฮก ได้อนุญาตให้ปล่อยตัวลันดีน โดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันตัว โดยสัญญาว่าจะมาปรากฏตัวต่อศาล พร้อมทั้งสั่งห้ามดื่มแอลกอฮอล์และเสพยาเสพติด ยกเว้นยาที่แพทย์สั่งจ่าย
ทั้งนี้ กำหนดการพิจารณาคดีของลันดีจะมีขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคม ที่ศาลแขวงรัฐแมริแลนด์ เมืองเกลน เบอร์นี

ก่อนจบการไต่สวน แฮก ได้กล่าวกับลันดีนว่า “ตอนนี้คุณอยู่ที่เมืองแอนนาโปลิส ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐ”

ก่อนที่ลันดีนจะถามกลับว่า “ผมอยู่ห่างจากนครนิวยอร์กแค่ไหน” แฮกตอบว่า ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเดินทางและสภาพการจราจร แต่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

thebanner รายงานว่า ในการสัมภาษณ์ คาห์น เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา เขาเล่าว่า นั่งอยู่ที่ริมทางเดินแถวสุดท้ายของชั้นเฟิร์สต์คลาสในเที่ยวบินดังกล่าว ส่วนลันดีนนั่งอยู่ติดหน้าต่าง

คาห์น ซึ่งหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทม์ส เคยบรรยายไว้เมื่อปี 2019 ว่า เป็นผู้เผยแพร่พระวจนะวันสิ้นโลก มีผลงานนวนิยายขายดีหลายเล่ม และเคยเปรียบเทียบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ว่าเป็นบุคคลในพระคัมภีร์ไบเบิล โดยคาห์นยังเป็นผู้นำกลุ่มเบธ อิสราเอล วอร์ชิป เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนิกชนในเมืองเวน รัฐนิวเจอร์ซีย์

โดยตอนอยู่บนเครื่องบินเที่ยวที่มีปัญหานั้น คาห์นและลันดีน พูดคุยกันนานราว 2 ชั่วโมง จนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพื่อนเก่ากัน ทั้งที่จริงแล้ว เป็นการพบกันครั้งแรก คาห์นบอกว่า ท่าทีของลันดีนเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อบทสนทนาเป็นเรื่องศาสนา และลันดีนเริ่มสบถถ้อยคำหยาบคาย ลามกอนาจาร และถ้อยคำดูหมิ่นศักดิ์ศรีออกมา โดยคาห์นบอกว่า “เขาด่ากราดใส่ทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคน”

คาห์นบอกด้วยว่า ลันดีนพูดจาเหยียดเชื้อชาติชาวยิวใส่เขา และเข้าทำร้ายร่างกายเขา แต่ตำรวจไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าวไว้ในเอกสารของศาล

ในช่วงที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น นักบินของเที่ยวบินดังกล่าวได้ประกาศนำเครื่องบินลงจอดฉุกเฉิน ซึ่งคาห์นบอกว่า มีชายสองคนที่นั่งอยู่ห่างออกไปข้างหน้าไม่กี่แถว ช่วยกันนำเทปกาวมามัดตัวลันดีนไว้กับเก้าอี้นั่ง

เมื่อเครื่องบินลงจอดฉุกเฉินที่รัฐแมริแลนด์ ตำรวจได้ขึ้นเครื่องมาเพื่อคุมตัวนายลันดีนลงจากเครื่องบิน และลันดีนได้ชกเข้าที่หน้าอกของเจ้าหน้าที่นายหนึ่ง

คาห์นบอกว่า เขาจะต้องเดินทางโดยเครื่องบินอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ และหวังว่าทุกอย่างจะราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์อะไรอีก ถ้าไม่อย่างนั้น เขาอาจต้องพกเทปกาวติดตัวไปด้วย