Suunto Run เพิ่งเปิดตัวรุ่นแรกไปไม่นาน ตอนนี้ก็มี Suunto Run 2 ตามออกมาแล้ว ถ้าเทียบกับ นาฬิกา Outdoor และ Multisport รุ่นอื่นของ Suunto ตระกูล Run คือฝั่งที่แบรนด์ตั้งใจทำมาเพื่อนักวิ่งโดยตรง โดยเฉพาะ Road Running และ Marathon แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ Suunto เติมความสามารถหลายอย่างเข้ามา ตั้งแต่การดูข้อมูลระหว่างวิ่ง การวางแผนซ้อม ไปจนถึงแผนที่ และ การฟังเพลงแบบไม่ต้องพึ่งพาโทรศัพท์
Suunto Run 2 มีอะไรใหม่?
1. หน้าจออ่านง่ายขึ้น
นักวิ่งน่าจะเข้าใจดีว่าตอนกำลังซ้อมวิ่ง Tempo หรือวิ่งกลางแดดจัดๆ เราไม่สามารถยกข้อมือขึ้นมาเพ่งตัวเลขนานๆ ดังนั้น Suunto Run 2 จึงเพิ่มความสว่างของหน้าจอ AMOLED 1.32 นิ้ว จากเดิม 600 nits ขึ้นเป็น 2,000 nits หรือมากกว่าเดิมกว่า 3 เท่า เพื่อให้เรามองเห็น Pace, HR หรือระยะทางได้เร็วขึ้น ในจังหวะที่ปาดสายตาไปก็อ่านได้ทันที

2. GPS ใหม่ ใช้งานออฟไลน์ได้ดีขึ้น
ของใหม่ทำให้ GPS แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมแผนที่ออฟไลน์ และ Offline Music มีความจุให้เลือก 4 GB กับ 64 GB พูดง่ายๆ คือเราสามารถโหลด Route และ เพลงติดเครื่องไว้ แล้วออกไปวิ่งได้โดยไม่ต้องพกมือถือ โดยเฉพาะ Offline Maps ที่ Run รุ่นแรกไม่มี นอกจากนั้นยังมี Climb Guidance บอกความชัน และ ระดับความสูงของเส้นทางล่วงหน้าด้วย
3. ช่วยบริหารแรง ไม่ใช่แค่คุมเพซ
อันนี้เราชอบและถือเป็นรสชาติใหม่ เพราะเวลาแข่งจริง การดูเพซอย่างเดียวอาจไม่ได้บอกทุกอย่างที่แม่นยำ เพราะมันยังมีเรื่องอากาศ เนิน หรือความล้า ดังนั้นเพซเดิมที่เราวิ่งอาจใช้แรงไม่เท่ากัน Suunto Run 2 เลยมี Effort Meter ที่ช่วยแสดงระดับความหนักของการวิ่งแบบ Real-time และคำนวณต่อได้ด้วยว่า จากแรงที่เหลืออยู่ เราน่าจะวิ่งต่อได้อีกประมาณเท่าไร ทำให้เราสามารถเกลี่ยพลังงานได้ดีขึ้น

4. ตัวช่วยวางแผนการซ้อม
หนึ่งในสิ่งที่เราชอบใน Suunto Run 2 คือแนวคิดที่มองการวิ่งเป็น process ไม่ใช่แค่ออกมาซ้อมวิ่งแล้วจบไป แต่ยังช่วยเรื่อง Training Plan และ Structured Workout สำหรับจัดตารางซ้อม ไปจนถึง Training Zone ที่ดู Training Load และพัฒนาการ ในขณะที่ Recovery Data นำข้อมูลอย่างการนอน, HRV และภาระจากการซ้อมมาช่วยดูว่าวันนี้ควรซ้อมต่อหรือไปพัก

5. น้ำหนักเบา แบตฯ อึด
แม้ Run รุ่นแรกหนัก 32 กรัม ส่วน Suunto Run 2 ขยับขึ้นมาเป็น 35 กรัม แต่ก็ยังถือว่าเบาสำหรับนาฬิกาวิ่ง ตัวเรือนขนาด 46 มม. และบางประมาณ 11.5 มม. ใช้วัสดุสเตนเลสที่แข็งแรง พร้อมมาตรฐานกันน้ำ 5 ATM สิ่งที่เพิ่มมาคือแบตเตอรี่จาก 295 เป็น 380 mAh พร้อม Dual-band GNSS รุ่นใหม่ ซึ่ง Suunto ระบุว่าใช้งานทั่วไปพร้อม Training ได้ สูงสุด 10 วัน และเปิด Dual-band GNSS ต่อเนื่องได้ สูงสุด 24 ชั่วโมง
เราลองหยิบมาสวมใส่แล้วต้องยอมรับว่าเบาจริง และขนาดกำลังดีสำหรับข้อมือผู้หญิง ไม่หนักเทอะทะ หรือรู้สึกถ่วงเวลาใส่วิ่ง

Good for…
เราคิดว่าถ้าดูจากสิ่งที่ใส่มา Suunto Run 2 ค่อนข้างชัดว่าเกิดมาเพื่อนักวิ่ง โดยเฉพาะคนที่เริ่มซ้อมจริงจังไปจนถึงคนที่มีเป้าหมายชัดเจน เรียกได้ว่าทำได้ทุกอย่าง ไม่อยากใส่นาฬิกาเรือนใหญ่หรือหนักเกินไป เพราะจุดที่ Run 2 ยังรักษาไว้คือความเบาและความเรียบง่ายในการใช้งาน ถือว่าเรือนที่คุ้มค่าทีเดียว
Suunto Run 2 มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ All Black, Feather Gold และ Aloe Green ราคา 11,900 บาท สำหรับความจุ 4GB และ 13,900 บาท สำหรับความจุ 64 GB วางจำหน่ายแล้วที่ตัวแทนจำหน่าย Suunto




