
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
“เรย์ แดริโอ” เศรษฐีพันล้านเจ้าของบริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอตส์ เฮดจ์ฟันด์ชื่อดัง ในสหรัฐอเมริกา เตือนผ่านการให้สัมภาษณ์ “นิวยอร์ก ไทมส์” ระบุว่า สหรัฐอเมริกากำลังย่างเข้าสู่ “สภาวะผันผวนครั้งยิ่งใหญ่” ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศหนักหนาสาหัสชนิดที่จะทำให้ “จำแทบไม่ได้” ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี
แดริโอเตือนว่า สภาพทรุดตัวดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเฉียบพลัน สาเหตุเนื่องจากการใช้จ่ายของภาครัฐกับการจัดเก็บรายได้ไม่สมดุลกัน โดยที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้จ่ายอยู่ที่ปีละ 7 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่จัดเก็บรายได้ได้เพียง 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้เกิดช่องว่างที่รัฐบาลต้องใช้วิธีการอื่นมาถมให้สมดุล จนต้องจ่ายดอกเบี้ยนับเป็นหลายพันล้านดอลลาร์ในทุกสัปดาห์ และทำให้สหรัฐอเมริกาต้องแบกหนี้สินรวมแล้วสูงเป็น 6 เท่าของรายได้ที่ทำได้
พร้อมกับอุปมาสถานการณ์นี้ไว้ว่า เหมือนกับไขมันที่เริ่มสะสมอยู่ในเส้นเลือด ซึ่งในที่สุดก็จะนำไปสู่อาการ “หัวใจวาย” ที่แม้จะยังไม่เกิดขึ้นในเวลานี้ แต่จากการสแกนบ่งชี้ว่า ถ้าหากยังไม่มีการปรับงบประมาณรายจ่ายให้สมดุล ภาวะหัวใจวายทางการคลังก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน
ข้อมูลทางวิชาการชี้ว่า ในปี 2025 สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 970,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,039,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ในปี 2026 เพื่ออุดช่องว่างระหว่างรายจ่ายและรายรับให้ได้ 10,000 ถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์
ทัศนะของแดริโอ ผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือการเกิดสภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจตกต่ำขึ้นพร้อม ๆ กัน หรือ “สแต็กเฟลชั่น” (stagflationary) แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ที่สาหัสถึงขนาดกองทุนสำรองหรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาต้องพิมพ์แบงก์ออกมาเพื่อชำระหนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อตอนต้นปี แดริโอเคยออกมาเตือนถึงปัญหาหนี้ภาครัฐของสหรัฐอเมริกาที่สูงผิดปกติว่า “หลานและเหลนที่ยังไม่เกิดของผมจะต้องเป็นผู้ใช้หนี้สินเหล่านี้ด้วยเงินดอลลาร์ที่เสื่อมค่าลงตามลำดับ”
แดริโอเห็นด้วยกับทัศนะของ “สก็อตต์ เบสเซนต์” ที่เรียกร้องให้มีการปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของจีดีพี เพื่อปรับโครงสร้าง
แต่แม้ปริมาณดังกล่าวจะได้รับการเห็นพ้องจากพรรคตรงกันข้ามอย่างเดโมแครต กลับไม่ใช่เป้าหมายที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันต้องการ ผลก็คือสหรัฐอเมริกาจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้อย่างรุนแรง ควบคู่ไปกับสถานการณ์แวดล้อมอื่น ๆ ที่จะส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา อาทิ
ความขัดแย้งจากการเมืองภายในประเทศ เพราะสหรัฐอเมริกาตกอยู่ในสภาพความเหลื่อมล้ำสูงเป็นประวัติการณ์ จนเกิดความแตกต่างสุดขั้วขึ้นระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ซึ่งสามารถนำไปสู่สภาพ “ไร้ระเบียบ” ขึ้นตามมาได้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปมาถึง เมื่อคำนึงถึงว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มี “ปืน” มากกว่าจำนวน “ประชากร” ในประเทศในขณะนี้
ปัญหาถัดมาคือ ปัญหาระหว่างประเทศ รวมทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนและปัญหาอิหร่านกับช่องแคบฮอร์มุซ ปัญหาภัยธรรมชาติ รวมทั้งการดิสรัปต์จากภัยธรรมชาติ เช่น ภูมิอากาศ ที่จะยิ่งทำให้งบประมาณภาครัฐซึ่งมีจำกัดอยู่แล้วยิ่งจำกัดลงมากยิ่งขึ้นไปอีก
ปัญหาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการเป็นตัวช่วยให้รอด ทำให้ผลิตภาพพุ่งสูงขึ้น มากพอที่จะชดเชยกับภาวะหนี้สินที่สั่งสมอยู่ แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามอีกอย่างที่สามารถทำให้คนเป็นเรือนล้านคนต้องตกงาน และอาจถูกใช้เป็นอาวุธ โดยรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ แดริโอเชื่อว่า “วันเวลาที่คนเราจะตัดสินใจด้วยสมองของตัวเองกำลังจะสิ้นสุดลง” และเอไอจะเป็นตัวก่อรูปแบบของเศรษฐกิจและโครงสร้างอำนาจในอนาคต
แดริโอชี้ว่า ปัจจัยทั้งหมดนี้รวมกันเข้าเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “วัฏจักรใหญ่” อันเป็นรูปแบบที่เขาใช้เวลาศึกษาย้อนหลังกลับไปนานหลายศตวรรษ ถึงความรุ่งเรืองและความล่มจมของจักรวรรดิต่าง ๆ และสหรัฐอเมริกาก็กำลังอยู่ในวังวนนี้ในเวลานี้
แดริโอเตือนไว้ว่า สถานการณ์ของสหรัฐอเมริกาจะยิ่งน่าวิตกมากเป็นพิเศษ ในกรณีที่สหรัฐอเมริกาสูญเสียจุดยืนเดิมของตนเองบนเวทีโลก เขาเตือนไว้เมื่อเดือนมีนาคมว่า การจับมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านในที่สุดก็จะกลายเป็นการเผชิญหน้าชี้ขาดกันเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งผลลัพธ์จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าระเบียบโลกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนจะสามารถอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่
เขาชี้ว่าสถานการณ์ในยามนี้เป็นไปในแบบเดียวกับสถานการณ์วิกฤตคลองสุเอซเมื่อปี 1956 อันเป็นจังหวะเวลาที่จักรวรรดิอังกฤษซึ่งเคยครองโลกหมดอำนาจ และทำลายความเชื่อมั่นในเงินสกุลปอนด์สเตอร์ลิงในฐานะเงินทุนสำรองของโลกไปพร้อม ๆ กัน โดยเชื่อว่าถ้าหากสหรัฐอเมริกาล้มเหลวในการจัดการอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างน่าเชื่อถือเงินดอลลาร์จะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
แดริโอเชื่อว่า วิกฤตหนี้ของสหรัฐอเมริกากับการเผชิญหน้ากับอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ต่างเป็นความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันทำให้วิกฤตอีกด้านรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความล้มเหลวทางทหารอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวสกุลเงินดอลลาร์ที่เร่งเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ด้านการคลังของสหรัฐอเมริกายากที่จะทรงตัวอยู่ได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง
โดยไม่เชื่อว่าบรรดานักการเมืองในวอชิงตันจะมีขีดความสามารถที่จะแก้ไขวิกฤตเหล่านี้ได้ เพราะโครงสร้างทางการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกาให้แรงจูงใจไปในทางตรงกันข้าม ต่อต้านการตัดสินใจใด ๆ ที่จะส่งผลให้เกิดความยุ่งยากลำบากต่อตนเอง ขึ้นภาษี ปรับลดตำแหน่ง ปรับโครงสร้างทางด้านงบประมาณรายจ่าย ใครก็ตามที่ตัดสินใจไปในทำนองนี้จะไม่ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าตัดสินใจทำ
เขาเชื่อว่าสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ต้องการ “ผู้นำแข็งแกร่งที่อยู่ตรงกลาง” ที่สามารถโน้มน้าวให้ตัวแทนทางการเมืองจากสองฟากฝั่งเห็นพ้องด้วยได้และเริ่มต้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาทิ ทางด้านการศึกษาและงบประมาณรายจ่าย แต่จะมีผู้นำเช่นนี้เกิดขึ้นในสภาวการณ์ที่เป็นอยู่นี้ได้หรือไม่ คำตอบก็คือ อาจจะได้แล้วก็ไม่ได้เช่นกัน
แดริโอเตือนนักลงทุนว่า ต้องรอบคอบและระวังตัวให้จงหนัก ลงทุนให้หลากหลายและเก็งกำไรค่าดอลลาร์ว่าจะลดต่ำลง เลิกยึดถือแนวทางการลงทุน 60/40 ระหว่างการถือหุ้นกับถือพันธบัตร แต่ให้หันไปลงทุนในทองราว 15% และคริปโต เป็นการเก็งกำไรในกรณีที่เกิดการลดค่าเงินดอลลาร์เฉียบพลัน
แดริโอเชื่อว่า ภาวะ “หัวใจวาย” เพราะวิกฤตหนี้ของสหรัฐอเมริกาจะมาถึงแน่ และจะหนักหนาสาหัส หากไม่มีการวิเคราะห์ปัญหาอย่างจริงจังและเข้าแทรกแซงอย่างจริงจัง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




