ถ้าถามถึงแบรนด์เสื้อผ้าแฟชันสัญชาติไทยที่เป็น Rising Star บน TikTok หนึ่งในแบรนด์ที่จะไม่นึกถึงไม่ได้ย่อมเป็น BEMING (อ่านว่า บี-มิ่ง) แบรนด์เสื้อผ้าสายใส่ง่าย ใส่ได้ทุกวัน ที่มีเสื้อคาร์ดิแกนและเสื้อโปโลเป็นฮีโร่โปรดักส์และไอเท็มที่สาวไทยจำนวนมากมีติดตู้
Brand Inside มีโอกาสได้คุยกับ ‘ฮาย-กนกอร เสืองามเอี่ยม’ Sale & Marketing Director ของ BEMING ถึงเส้นทางของแบรนด์ไทยที่ผงาดขึ้นมาครองใจสาวไทยเกือบทุกช่วงวัย และแผนต่อไปของในปีนี้

จุดเริ่มต้นจาก ‘สาวไซส์เล็ก’ หาเสื้อผ้าใส่ยาก
หลายคนอาจไม่รู้ว่าจริงๆ เส้นทางของ BEMING เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 6 ปีก่อนหน้านี้ หลัง หมิง ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์เข้าสู่วัยทำงานและเห็นเพนพ้อยท์ของ สาวไซส์เล็ก แบบเดียวกับตัวเองที่มักจะหาเสื้อผ้าใส่ยาก จึงนำมาสู่ความตั้งใจจะสร้างแบรนด์ที่มีหลากหลายไซส์ สำหรับสาวหลากหลายขนาดตัว
หมิง ลงทุนก้อนแรกผลิตกางเกงทำงานออกมาขาย โดยมีตั้งแต่ไซส์ XS ไปจนถึง XL ตั้งใจจะเจาะกลุ่มลูกค้าสาวออฟฟิศที่อยากได้ชุดไปใส่ทำงานในชีวิตประจำวัน เน้นความใส่ง่ายและใส่ได้ทุกโอกาส
จุดเปลี่ยนสำคัญของ BEMING เกิดขึ้นหลังการตัดสินใจเปิดร้านบน TikTok Shop ในปี 2023 ที่ทำให้ยอดขายหลักล้านบาทต่อเดือนเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปีแรกบนแพลตฟอร์มใหม่ BEMING ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางจนมียอดขายถึง 300 ล้านบาท
และไม่หยุดแค่นั้นเพราะในปี 2025 ที่ผ่านมา ยอดขายของ BEMING ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องทะลุ 600 ล้านบาท โดยมียอดขายกว่า 80% มาจากช่องทางออนไลน์ทั้งหมด

จุดเด่นคือ มีของหลายไซส์ ในราคาคุ้มค่า
หนึ่งในความแตกต่างของ BEMING คือ จำนวนไซส์ ที่ปัจจุบันมีตั้งแต่ XS ไปจนถึง 3XL หรือ 4XL ในบางรุ่น
โดย ฮาย บอกว่า สาเหตุที่ BEMING มีสินค้าหลากหลายไซส์ขนาดนี้ก็เพราะปรับตัวตามเสียงลูกค้า เมื่อกลุ่มลูกค้าพลัสไซส์เรียกร้องเข้ามา แบรนด์พร้อมจะผลิตออกมาจำหน่าย ด้วยความตั้งใจให้ลูกค้าสามารถสวมใส่เสื้อผ้าน่ารักสไตล์ BEMING ได้เหมือนกับสาวไซส์อื่นๆ
ปัจจุบัน BEMING มีสินค้ามากกว่า 1,000 SKU โดยมีฮีโร่โปรดักส์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลอย่าง คาร์ดิแกนรุ่น 643 ที่มียอดขายรวมกว่า 1 ล้านตัว
กลยุทธ์การออกสินค้าใหม่ของ BEMING จะเน้นออกสินค้าทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 รุ่น โดยเป็นสินค้ากลุ่มอิงเทรนด์ปัจจุบัน ผลิตไม่มาก SKU ละประมาณ 500 ตัว เพื่อตอบรับกับความต้องการของลูกค้าที่ชอบสวมใส่เสื้อผ้าตามเทรนด์
แต่สินค้าที่เป็นสินค้าหลัก อย่างกลุ่มเสื้อคาร์ดิแกนและเสื้อโปโลรูปแบบต่างๆ ก็ยังคงเป็นสัดส่วน 80% ของพอร์ตฟอลิโอทั้งหมด
นอกจากนั้น หลายคนจะสังเกตว่าสินค้าของ BEMING มีราคาเริ่มต้นไม่สูง ค้าเริ่มตั้งแต่ 395 บาทไปจนถึง 1,090 บาท เพราะต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่าย
ฮาย บอกว่า จุดสำคัญคือต้องทำให้ลูกค้าได้มากกว่ามูลค่าที่ลูกค้าจ่ายไป “คุณภาพสูงกว่าราคา” นั่นจะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าซ้ำๆ อีกในอนาคต
นอกจาก ไซส์และราคาแล้ว อีกประเด็นที่ ฮาย เน้นย้ำคือ ระบบหลังบ้าน ที่ออกแบบมาอย่างละเอียดเพื่อดูแลลูกค้า โดยแบรนด์จะเน้นย้ำเสมอว่าพร้อมช่วยเหลือลูกค้าทุกปัญหาทุกกรณี เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด
ไลฟ์ 24 ชั่วโมง ส่งของแบบได้ในวันถัดไป
เมื่อถามถึง การไลฟ์ ที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ BEMING จริงจังและทุ่มทุนมาก ฮายบอกว่า แบรนด์มีทีมไลฟ์ทั้งหมด 30 คน ผลัดกันขึ้นไลฟ์ตลอดวัน ถ้าเป็นนอกช่วงแคมเปญจะไลฟ์ตั้งแต่ตี 5 จนถึงตี 2.30 ของอีกวัน เรียกว่ามีเวลาเว้นว่างเพียงแค่ 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นต่อวัน
แต่ช่วงแคมเปญนั้น BEMING จะไลฟ์ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะช่วงเวลาไลฟ์ลูกค้าจะกดได้สินค้าราคาถูกกว่านอกไลฟ์ เพื่อให้ลูกค้าได้ราคาดีทุกครั้งไม่ว่าอยากจะกดซื้อสินค้าเมื่อไรก็ตาม
นอกจากนั้น ระบบขนส่งของ BEMING ก็ยังออกแบบให้ล้อไปกับการไลฟ์ หากลูกค้าสั่งก่อน 9 โมงเช้า ของจะถูกแพ็คและส่งออกไปเลยภายในวันนั้น ทำให้ของถึงลูกค้าโซนกรุงเทพฯ และปริมณฑลแน่นอนภายในวันถัดไป และลูกค้าต่างจังหวัดจะได้รับไม่เกิน 3-4 วัน
ตั้งเป้า 1,000 ล้าน ขยายแฟล็กชิปสโตร์กลางเมือง
แม้ยอดขายกว่า 80% ของ BEMING จะมาจากออนไลน์ แต่ช่องทางออฟไลน์ แบรนด์ก็ไม่ทิ้ง ปีที่ผ่านมาได้ขยายหน้าร้านและ Pop-up Store รวม 45 สาขาในหลากหลายโลเคชัน
เพราะเป็นหนึ่งในช่องทางที่จะให้ลูกค้าได้มาลองจับของจริง รวมถึงสามารถดึงดูดลูกค้าอายุเยอะขึ้น ช่วยให้แบรนด์สามารถขยายฐานจากกลุ่ม 25-56 ปีไปเป็น 18-65 ปี และขยายไปถึงกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ทั้งจีน อาหรับ และยุโรปที่สร้างยอดขายกว่า 30% ให้กับแบรนด์ด้วย
ปีนี้ BEMING จึงมีแผนจะเปิด Flagship Store ในย่านยอดนิยม โดยกำลังพิจารณาพื้นที่สนามสแควร์ เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น พร้อมตั้งเป้ายอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาทในปีนี้
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




