
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม เว็บไซต์แขมร์ไทมส์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวเนื่องในวันทหารผ่านศึกของกัมพูชา โดยระบุว่ากัมพูชาเผชิญความทุกข์ยากของสงครามมามากพอแล้วและไม่ปรารถนาที่จะเห็นประเทศกลับสู่ความขัดแย้งอีกต่อไป
นายฮุน มาเนต กล่าวว่า ข้อพิพาททั้งหมดควรได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กองกำลังติดอาวุธที่อาจส่งผลให้มีการสูญเสียชีวิตได้ พร้อมกับย้ำว่าแม้จะมีโอกาสเพียง 1% ในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ กัมพูชาก็จะยังคงแสวงหาการเจรจาและกลไกทางกฎหมายจนถึงที่สุด เพื่อรักษาสันติภาพของประเทศและประชาชน
นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวอีกว่า การรักษาสันติภาพยังคงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเสถียรภาพสำหรับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
ด้านเฟรชนิวส์รายงานถึงคำกล่าวของนายฮุน มาเนต ในงานเดียวกันที่มีเนื้อหาเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เน้นย้ำถึงความปรารถนาที่มีมายาวนานของกัมพูชาที่จะหลีกเลี่ยงสงคราม โดยระบุว่ากัมพูชาได้แสวงหาทางออกอย่างสันติมาโดยตลอดในขณะที่พร้อมปกป้องอธิปไตยและชีวิตของประชาชน
นายฮุน มาเนตยังชี้แจงว่าการเจรจาไม่ได้หมายถึงการยอมเสียดินแดน แต่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทผ่านกลไกทางการทูตและกฎหมายอย่างเต็มที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
“แม้โอกาสที่จะเจรจาอย่างสันติจะมีเพียง 1% ก็ยังดีกว่าสงคราม” นายฮุน มาเนตกล่าว และว่าต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อการเจรจาอย่างสันติก่อนที่จะพิจารณาใช้ปฏิบัติการทางทหาร
เฟรชนิวส์ระบุว่า ในการชี้แจงต่อเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับคำกล่าวของเขาในตอนแรก นายฮุน มาเนต อธิบายว่าเขาไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีเพียง 1% แต่เขาต้องการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคว้าทุกโอกาสในการเจรจา ไม่ว่าโอกาสนั้นจะดูจำกัดเพียงใดก็ตาม
ฮุน มาเนต กล่าวว่า ปัจจุบันช่องทางการเจรจาแบบทวิภาคีไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป ทำให้กลไกทางกฎหมายมีความสำคัญมากขึ้นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ฮุน มาเนต กล่าวอีกว่า กัมพูชาจะยังคงพึ่งพากรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ต่อไป ในขณะเดียวกันก็เคารพข้อตกลงที่มีอยู่เกี่ยวกับกิจการชายแดน โดยระบุว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพรมแดนทางบกปี 2543 หรือ MOU 2543 ในขณะที่บันทึกความเข้าใจกัมพูชา-ไทยปี 2544 หรือ MOU 2544 ยังคงใช้เป็นกรอบอ้างอิงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป




