
ผวาทั้งซอย ชายปริศนาโยนงูเห่ากว่า 5 ตัว ใส่บ้านคู่กรณี เพื่อนบ้านหวั่นอันตรายจะถูกงูกัด รีบแจ้งกู้ภัยมาจับ
จากเพจดัง “ตลาดล่างนิวส์” มีการเผยแพร่ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “เลื้อยสยองโลก คดีโกงเงินค่าสั่งรถฮาร์เลย์คันละ 5 ล้านบาท ยังไม่จบ มือดีบุกโยนงูเห่าใส่บ้านคู่กรณี งานนี้มีเสียว”
ต่อมา วันที่ 15 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ภายในซอยวุฒากาศ 53 แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ พบเป็นบ้านลักษณะคล้ายทาวน์โฮม ซึ่งไม่มีผู้อยู่อาศัย ขณะลงพื้นที่มีวัยรุ่น 2 คนเข้ามาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของบ้าน แต่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่นี่ พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้บันทึกภาพหน้าบ้าน และไม่สะดวกให้ข้อมูลใด ๆ
จากการสอบถาม น.ส.เอ (นามสมมติ) เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ มักมีคนมาสาดสีใส่หน้าบ้านหลังดังกล่าว ทั้งกลางวัน และกลางดึก บางครั้งแม่ของตนออกไปขายของช่วงตี 2–3 ก็พบผู้ก่อเหตุวิ่งหลบหนีไป ต่อมามีการปาหิน และล่าสุดมีการนำงูมาปล่อย จนสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในละแวกดังกล่าว
น.ส.เอ กล่าวว่า ชาวบ้านกังวลว่า งูที่ถูกโยนเข้าไปอาจถูกเปิดปากถุงหรือแก้เชือกก่อนนำมาปล่อย ซึ่งในพื้นที่มีทั้งเด็กและผู้สูงอายุอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเหตุการณ์ล่าสุดคาดว่าเกิดขึ้นช่วงกลางวันของวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงของคู่กรณีทั้งหมด แต่เห็นข้อมูลจากเพจเกี่ยวกับกลุ่มรถจักรยานยนต์ จึงมองว่าหากมีข้อพิพาทควรต่อสู้กันในชั้นศาล มากกว่าปล่อยให้เหตุบานปลายจนกระทบคนในชุมชน เด็ก ๆ ในซอยต่างไม่กล้าออกมาเล่นนอกบ้าน เพราะหวั่นเกิดอันตรายหรือลูกหลงจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ด้าน นายประสิทธิ์ นิลพัฒน์ อายุ 54 ปี อาสากู้ภัย ซึ่งเข้าไปจับงู เล่าว่า ได้รับแจ้งผ่านกลุ่มไลน์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางขุนเทียน ให้เข้ามาช่วยจับงูเพื่อนำส่งศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยเมื่อมาถึงพบว่ามีตำรวจและเพื่อนบ้านอยู่ในพื้นที่ จึงประสานขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อนใช้บันไดปีนข้ามประตูเข้าไปตรวจสอบ
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบกระสอบวางอยู่ภายในบ้าน โดยปากถุงยังถูกมัดเชือกไว้ จึงให้เพื่อนบ้านช่วยบันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานว่าเข้าไปเพียงเพื่อนำงูออกมา ไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินภายในบ้านแต่อย่างใด
เมื่อลองใช้ไม้เขี่ยจึงพบว่ามีสิ่งมีชีวิตขยับอยู่ภายใน พอเปิดออกดูพบว่าเป็นงูเห่าหลายตัว ขนาดลำตัวใหญ่เท่าแขน คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 5–6 ตัว สร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก
ทั้งนี้ ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวอยากให้เจ้าของบ้านและคู่กรณีออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น และให้คนในชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสงบและปลอดภัยอีกครั้ง




