เปลี่ยนไว! ทรัมป์ชี้ยังไม่ตัดสินใจ ขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวัน เตือนอย่าประกาศเอกราช

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทรัมป์กล่าวว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการการขายอาวุธครั้งใหญ่ให้แก่ไต้หวันหรือไม่ ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนคลุมเครือเกี่ยวกับการสนับสนุนของสหรัฐต่อไต้หวัน หลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วันในสัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเตือนไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ โดยเขากล่าวกับ Fox News ว่า “ผมไม่ได้ต้องการให้ใครบางคนประกาศเอกราช” และย้ำว่า นโยบายของสหรัฐในประเด็นนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

“คุณรู้ไหม เราต้องเดินทางไปไกลถึง 15,289 กิโลเมตร เพื่อไปสู้สงคราม ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้น ผมอยากให้พวกเขาใจเย็นลง ผมอยากให้จีนใจเย็นลง” ทรัมป์กล่าว

ระหว่างอยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเพื่อเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ทรัมป์บอกผู้สื่อข่าวว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดคุยมากเรื่องไต้หวัน แต่เขาระบุว่าได้ปฏิเสธที่จะพูดคุยว่าสหรัฐจะปกป้องไต้หวันหากเกิดการโจมตีหรือไม่

Advertisement

ทรัมป์กล่าวว่า ประธานาธิบดีสีมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าต่อประเด็นไต้หวัน และไม่ต้องการเห็นการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช

ขณะที่สำนักข่าวของรัฐบาลจีนรายงานคำกล่าวของสี จิ้นผิง ระหว่างการประชุมว่า ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ พร้อมเตือนว่า หากจัดการไม่ดี ทั้งสองประเทศอาจปะทะกัน หรืออาจถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง”

เมื่อถูกถามว่า เขามองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งกับจีนเกี่ยวกับไต้หวันหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมคิดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี สีไม่ต้องการเห็นสงคราม”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเพิ่มการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น และเป็นบททดสอบต่อสมดุลที่สหรัฐพยายามรักษาไว้

ปลายปีที่แล้ว แพ็คเกจอาวุธครั้งใหญ่ของสหรัฐสำหรับไต้หวัน มูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.57 แสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธสกัดกั้นขั้นสูง ทำให้จีนออกมาประณามการอนุมัติดังกล่าวทันที

ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะตัดสินใจในเร็วๆ นี้ว่า การขายอาวุธดังกล่าวจะเดินหน้าต่อหรือไม่ พร้อมเสริมว่า เขาและสี จิ้นผิง ได้หารือกันมากในประเด็นเกี่ยวกับไต้หวัน เขาไม่เชื่อว่ามีความขัดแย้งในประเด็นนี้ และเขาไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ กับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน

“ผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ผมแค่ฟังเขาพูด” ทรัมป์กล่าว และว่า สี จิ้นผิง ถามตรงๆ ว่าสหรัฐจะปกป้องไต้หวันหรือไม่หากจีนโจมตีเกาะแห่งนี้ แต่เขาปฏิเสธที่จะตอบ

“มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้เรื่องนั้น และนั่นก็คือผม ผมเป็นคนเดียวที่รู้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถามผมในวันนี้ ผมบอกว่า ผมไม่พูดถึงเรื่องนั้น” ทรัมป์กล่าว และยังบอกด้วยว่า “ผมคงต้องพูดคุยกับคนที่ตอนนี้กำลังบริหารไต้หวันอยู่” อย่างไรก็ดีในอดีตที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐจะไม่หารือตรงกับผู้นำไต้หวัน

ทรัมป์ยืนยันว่า “เราไม่ได้ต้องการสงคราม และถ้าคงทุกอย่างไว้แบบเดิม ผมคิดว่าจีนก็น่าจะยอมรับได้ แต่เราไม่ได้ต้องการให้ใครพูดว่า ‘มาประกาศเอกราชกันเถอะ เพราะสหรัฐหนุนหลังเราอยู่’”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลไม่ได้ตอบคำถามคำพูดของทรัมป์ว่า เขาหมายถึงการหารือโดยตรงกับประธานาธิบดีไต้หวันหรือไม่ แต่ย้ำว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการขายอาวุธครั้งใหม่จะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานหลังจากนี้

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุว่า ทรัมป์อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐคนใดๆ ก่อนหน้า

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายของสหรัฐ วอชิงตันมีหน้าที่ต้องจัดหาเครื่องมือป้องกันตนเองให้แก่ไต้หวัน และทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตต่างเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้รัฐบาลทรัมป์ดำเนินการขายอาวุธต่อไป

แพ็คเกจอาวุธครั้งใหญ่ของสหรัฐสำหรับไต้หวัน มูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.57 แสนล้านบาท ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธสกัดกั้นขั้นสูง กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์ ความพยายามของทรัมป์ในการเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่เป็นประโยชน์กับจีนได้ก่อให้เกิดความกังวลในสหรัฐฯ และไต้หวันว่าเขาอาจลดการสนับสนุนทางทหารของวอชิงตันต่อไทเป

การแสดงความเห็นดังกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการเดินทางเยือนจีนช ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2017

นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน กล่าวว่า ทีมงานของเขาติดตามการประชุมสุดยอดสหรัฐ-จีนอย่างใกล้ชิด และยังคงติดต่อประสานงานกับสหรัฐและประเทศอื่นๆ อย่างดี เพื่อให้มั่นใจว่าความสัมพันธ์ไต้หวันและสหรัฐจะแน่นแฟ้นมั่นคง และปกป้องผลประโยชน์ของไต้หวัน”

หลินยังกล่าวด้วยว่า ไต้หวันเป็นผู้พิทักษ์สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคมาโดยตลอด และกล่าวหาจีนว่าเป็นฝ่ายเพิ่มความเสี่ยงด้วยปฏิบัติการทางทหารที่ก้าวร้าวและการกดขี่แบบอำนาจนิยม