ราคาน้ำมันพุ่ง 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยูเออี เจอโดรนถล่มไฟลุก

ราคาน้ำมันที่ซื้อขายในตลาดโลกในเช้าวันจันทร์ (18 พ.ค.) ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดเหตุโดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จนเกิดไฟลุกไหม้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม และซาอุดีอาระเบียรายงานในวันเดียวกันว่าสามารถสกัดโดรนได้ 3 ลำ ที่รุกเข้ามาเหนือน่านฟ้าซาอุดีฯ

ขณะเดียวกันการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกที่ยังดำเนินต่อไป ยังคงส่งผลต่อตลาดพลังงานเช่นกัน

โดยรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.9% อยู่ที่ 111.34 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (ดับเบิลยูทีไอ) ปรับเพิ่มขึ้น 2.3% ที่ 107.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

เจ้าหน้าที่ทางการยูเออีระบุว่า กำลังสอบสวนที่มาของโดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ของยูเออีและยูเออีมีสิทธิเต็มที่ที่จะตอบโต้การก่อการร้ายโจมตีดังกล่าว

ด้านสำนักงานกำกับดูแลกฎระเบียบด้านนิวเคลียร์ของยูเออียืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวและไม่พบว่ามีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลจากเหตุโดรนโจมตีนี้

Advertisement

ขณะที่ทางการซาอุดีฯระบุว่า โดรน 3 ลำที่ถูกสกัดไว้ได้มาจากน่านฟ้าอิรัก พร้อมเตือนว่าซาอุดีฯจะดำเนินมาตรการจำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความพยายามใดๆ ที่ละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของซาอุดีฯ

นักวิเคราะห์จาก Capital Economics เตือนว่า การปิดช่องแคบกำลังทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกลดลงอย่งรวดเร็ว ปริมาณน้ำมันสำรองอาจลดลงถึงระดับวิกฤตภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 130-140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลหรืออาจสูงกว่านั้น

“หากช่องแคบยังคงปิดต่อไปจนถึงสิ้นปีและราคาน้ำมันยังคงอยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปจนถึงปี 2027 นั่นจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเกือบ 10% ในสหราชอาณาจักรและยูโรโซน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยกลับไปสู่ระดับสูงสุดเมื่อเร็วๆ นี้และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้” นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ระบุ