อนุทิน ดินเนอร์ มาครง Working Visit ฝรั่งเศส ดึง EV-AI-อวกาศ ลงทุนไทย

1-pokBH

การไปเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม เป็นการเยือนต่างประเทศ ครั้งที่ 2 ของรัฐบาลอนุทิน 2

เป็นการเยือนประเทศนอกกลุ่มอาเซียนเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้ภารกิจเดินสายต่างประเทศของรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นการไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์

ในวันที่โลกผันผวนทั้งด้านเทคโนโลยี การชิงอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างขั้วอำนาจ เกิดสงครามร้อน สงครามเย็นในหลายภูมิภาค การเยือนฝรั่งเศสของรัฐบาลอนุทิน 2 นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ขนรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ-ต่างประเทศ จึงให้ความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแสดงศักยภาพความพร้อมไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุน

เพราะฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และมีการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร

“อนุทิน” จึงขนทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รมว.วัฒนธรรม “นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์”เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมคณะ

Advertisement

จับมือยกระดับการค้าไทย-EU

งานใหญ่ที่สุดในทริปคือการพบนายเอ็มมานูเอล มาครง (H.E. Mr.Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ โดยทั้งสองฝ่ายหารือใน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ทั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีเห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับAI Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ภาคเอกชนฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง และอยากเห็นการลงทุนของภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศสเพิ่มมากขึ้น

2.การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย และมุ่งมั่นจะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งความตกลงฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ

Advertisememt

ถกความมั่นคง-แจง MOU 44

3.ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง สู่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่แสวงหาความร่วมมือทั่วโลกในการปราบปรามสแกมเมอร์และภัยออนไลน์ ประสบผลสามารถดำเนินคดีส่งกลับตัวผู้ต้องหา รวมทั้งจับยึดทรัพย์สินผิดกฎหมายได้เป็นจำนวนมาก

4.สถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันไทยยึดมั่นเคารพในหลักอธิปไตยสันติภาพ และกฎหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปีไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเลือกที่จะใช้กฎหมายสากล คือ UNCLOS ภายใต้การพูดคุยของสองประเทศ สำหรับปัญหาชายแดนทางบก ก็จะยึดการดำเนินการตาม Joint Statement ที่ได้มีการลงนามปลายปีที่ผ่านมา และต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย

โอกาสนี้ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028 (Joint Action Plan to Strengthen the Thai-French Partnership 2026-2028) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ดึงลงทุนพลังงานสะอาด-EV-AI

ขณะเดียวกัน “อนุทิน” พบปะกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมผู้แทนภาคเอกชนจาก MEDEF International เข้าร่วมกว่า 38 บริษัท โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า ช่วงเวลานี้คือ “ช่วงเวลาแห่งการลงทุนในไทย (Moment To Invest In Thailand)

ทั้งนี้ “อนุทิน” ได้เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง

และให้ความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต และยังให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งโครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์

ถกอุตฯ การบิน-EV

“อนุทิน” ยังพบบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนแบตเตอรี่รถยนต์ EV ได้พบกับ Frank Wittchen รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป บริษัท Imerys S.A. ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุขั้นสูง เป็นผู้ผลิตกราไฟต์และ Conductive Carbon Black ซึ่งเป็นวัสดุขั้นสูงที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับรถยนต์ EV โดยได้เชิญชวนบริษัท Imerys S.A. พิจารณาการลงทุนในไทย ย้ำว่าไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค พร้อมรองรับผู้ผลิตวัสดุขั้นสูง

อุตสาหกรรมการบิน ได้หารือกับ Philippe Pezet รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายการระหว่างประเทศ บริษัท Airbus Group SE โดย Airbus Group SE เชื่อมั่นใจศักยภาพของไทย โดยล่าสุดบริษัทได้ขยายกิจการในไทย เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ มีวิศวกรเฉพาะทางกว่า 160 คน และมีแผนเพิ่มเป็นกว่า 200 คน

ได้พบปะหารือกับผู้บริหาร บริษัท Rotortrade เป็นผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์ใหม่และมือสองในรูปแบบโครงการ Turnkey ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อจัดหา ซ่อมบำรุง (Maintenance, Repair and Operations: MRO) แสดงความสนใจให้บริการในประเทศไทย รวมถึงการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อขยายโอกาสในการให้บริการลูกค้าในต่างประเทศ

พร้อมเจรจาบริษัท Satys ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพ่นสีและเคลือบผิวอากาศยานระดับโลก แสดงความสนใจที่จะขยายกิจการการบริการพ่นสีอากาศยานในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยต่อยอดความสามารถในการซ่อมบำรุงอากาศยานของไทย

และบริษัท Thales Group ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีกลาโหม อวกาศ ความมั่นคงดิจิทัล และความปลอดภัยไซเบอร์ โดยบริษัทได้เสนอแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างบริษัทกับรัฐบาลไทย

ในด้านอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด “อนุทิน” และคณะได้พบผู้บริหารบริษัท Verventia โดยรับทราบถึงศักยภาพของไทยและโอกาสของภาคเอกชนต่างประเทศในการเข้ามาลงทุนในไทย ในฐานะศูนย์กลาง หรือฮับของภูมิภาค และบริษัท Virya Energy ผู้ผลิตพลังงานสะอาด ปัจจุบันมีการดำเนินกิจการในไทยอยู่แล้วภายใต้บริษัท Constant Energy เน้นการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์

ถก IEA เปลี่ยนผ่านพลังงาน

อนุทินและคณะยังได้พบหารือกับ Dr.Fatih Birol ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับ IEA โดยมีประเด็นหารือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด

โดยนายกฯ เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และการพัฒนา

ยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับ IEA ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถด้านพลังงาน การหารือเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการฝึกซ้อมรับมือภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของ IEA ในอนาคต

และขอรับการสนับสนุนจาก IEA ต่อกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ให้ความมั่นใจว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ในกระบวนการดังกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง