มีเหตุผลที่ทำให้ ‘สุกี้’ เป็นหนึ่งในเมนูที่อยู่ในใจของใครหลายคนเสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นวันที่เหนื่อย วันที่ฝนตก หรือวันที่ไม่รู้จะกินอะไร สุดท้ายก็มักจบลงที่ชามสุกี้ร้อนๆ ที่ทั้งอิ่มท้องและสบายใจ
ความรู้สึกนั้นเอง คือสิ่งที่ SUK!iSM อยากส่งต่อ ภายในบ้านหลังเก่ากลางซอยเอกมัยที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ร้านสุกี้แห่งนี้อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นความฝันของสองเชฟพาร์ตเนอร์อย่าง เชฟแบงค์-วรพจน์ ตันสกุล และ แนตตี้-ธนภรณ์ วรวัฒนนุทัย ที่หยิบเมนูสุกี้มาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น



หากย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่าบ้านหลังนี้จะกลายเป็นร้านสุกี้ เพราะเดิมทีเชฟแบงค์และเชฟแนตตี้ตั้งใจให้ที่นี่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับชวนเพื่อนๆ มาทำอาหาร นั่งกินกับแกล้ม และใช้เวลาร่วมกันในวันสบายๆ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนสนิทที่กำลังจะเปิดร้านสุกี้ในภาคอีสาน ขอให้เชฟแบงค์ช่วยคิดสูตรซอสประจำร้าน เชฟจึงนำซอสสูตรนั้นมาลองทำเป็นเมนูสุกี้เสิร์ฟในวงปาร์ตี้ ปรากฏว่าท่ามกลางอาหารหลายอย่างบนโต๊ะ ปรากฏว่าท่ามกลางอาหารและกับแกล้มหลายอย่าง ‘สุกี้’ กลับแย่งซีนทุกเมนู ก่อนที่เชฟจะติดต่อเพื่อนเพื่อขอใช้สูตรเดียวกัน และต่อยอดเป็น SUK!iSM



The Vibe
ถึงแม้ว่าภายนอกร้านจะเป็นบ้านเก่าที่ดูจะผ่านกาลเวลามานาน แต่หากไม่สังเกตป้ายหน้าร้านให้ดี ก็แทบไม่รู้เลยว่าบริเวณโรงรถของบ้านหลังนี้ซ่อนร้านสุกี้เอาไว้
พอผลักประตูเข้าไป บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายในแม้ว่าจะมีพื้นที่ไม่เยอะมาก แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง แสงไฟโทนอุ่น และแอบมีกลิ่นอายวินเทจเบาๆ จากเฟอร์นิเจอร์ไม้ พร้อมเสียงพูดคุยที่คลออยู่ตลอดเวลา ชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังแวะมานั่งกินข้าวบ้านเพื่อน
อีกสิ่งที่เราประทับใจไม่แพ้กันคือการต้อนรับของเชฟ ทุกโต๊ะจะได้รับการแนะนำเมนูอย่างละเอียด ตั้งแต่ที่มาของวัตถุดิบไปจนถึงวิธีการกินในแบบที่เชฟตั้งใจ แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่กลับทำให้รู้สึกอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง



The Taste
เมื่อเมนูทยอยมาเสิร์ฟ เราถึงสังเกตว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่สุกี้หลายเมนู แต่เชฟตั้งใจออกแบบให้แต่ละจานมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับเรา สุกี้ทั้ง 3 สไตล์ของที่นี่ก็ไม่ต่างจากการหยิบเสื้อผ้าในตู้มาใส่ตามอารมณ์ของแต่ละวัน
วันที่อยากได้รสชาติเข้มข้น ก็แนะนำให้เริ่มจาก สุกี้ผัดแห้ง เมนูยอดฮิตที่เชฟคั่วเส้นและเครื่องจนหอมกลิ่นกระทะในทุกคำ ก่อนจับคู่กับท็อปปิ้งอย่าง สุกี้ผัดแห้งกุ้งย่างซอสกระเทียม (349 บาท) ที่ได้กุ้งเนื้อเด้งสู้ฟัน พร้อมความหอมของซอสกระเทียมที่ช่วยเสริมรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น
หรือถ้าใครเป็นสายโปรตีนต้องลองสั่ง สุกี้ผัดแห้งอกไก่ฉีกพอนซึ (189 บาท) เป็นอีกเมนูที่ได้อกไก่เนื้อแน่นเต็มจาน ส่วนใครที่รู้สึกว่ายังไม่พอ แนะนำให้เพิ่ม หมูก้อนทอด (79 บาท) เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำวัยเด็กของเชฟเวลากินข้าวแกงใต้ ซึ่งเป็นอีกจานที่ยิ่งกินคู่กับสุกี้ยิ่งเพลิน



หรือบางวันที่อยากได้อะไรอบอุ่น กินแล้วสบายใจต้องลอง สุกี้น้ำซุปใส เบสซุปเกลือรสชาติเชงๆ ซดคล่องคอ โดยเชฟตั้งใจเสิร์ฟน้ำจิ้มแยกออกมา เพื่อให้ได้สัมผัสรสชาติของน้ำซุปจริงๆ ก่อน แล้วค่อยเติมรสชาติในแบบที่ตัวเองชอบเพิ่ม
ถ้าให้เราเลือกหนึ่งเมนูจากสไตล์นี้ คงยกให้ สุกี้น้ำใสปลากระพงลวกจิ้มขึ้นฉ่าย (289 บาท) ใช้ปลากะพงสามน้ำวัตถุดิบขึ้นชื่อจากจังหวัดสงขลา ซึ่งเติบโตในระบบนิเวศ 3 น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม จึงได้เนื้อปลาที่หวาน แน่น และแทบไม่มีกลิ่นคาว ยิ่งคีบเนื้อปลาสลับกับการซดน้ำซุปร้อนๆ ก็ยิ่งอร่อยแบบอร่อยไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม กินเพลินได้จนหมดชาม


ส่วนวันที่อยากได้อะไรนุ่มๆ ปลอบใจตัวเอง เราแนะนำให้ปิดท้ายด้วยซิกเนเจอร์อย่าง ซุปไข่นุ่ม เพราะแค่ตักคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความละมุนแบบอาหารญี่ปุ่น
เมนูที่เราชอบเป็นพิเศษคือ สุกี้ซุปไข่นุ่มเต้าหู้คัสตาร์ดทอด (209 บาท) ที่ใช้เต้าหู้คลองแงะ วัตถุดิบพื้นถิ่นจากจังหวัดสงขลา มาแปลงโฉมเป็นเต้าหู้ทอดสีเหลืองทอง ด้านนอกกรอบเบาๆ แต่ด้านในยังนุ่มเนียนคล้ายคัสตาร์ด กินพร้อมซุปไข่นุ่มแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ เหมือนคอมฟอร์ตฟู้ดที่ตั้งใจปลอบประโลมเรา



อีกหนึ่งความสนุกของมื้อนี้อยู่ที่ น้ำจิ้มสุกี้ สูตรพิเศษของร้าน ที่ให้รสชาติออกไปทางจัดจ้านแต่นัว แอบมีกลิ่นอายของเต้าหู้ยี้ที่แทรกอยู่แบบพอดี ไม่โดด ช่วยให้รสของสุกี้ทั้งจานกลมกล่อมขึ้น
แล้วหากว่าไปทั้งที อีกหนึ่งจานที่อยากให้ลองคือ ไข่เจียวม้วน (69 บาท) ไข่เจียวแบบไทยที่ถูกนำมาปรับรูปแบบให้ดูน่ารักขึ้น คล้ายไข่ม้วนแบบญี่ปุ่น กินเพลิน และยิ่งอร่อยขึ้นไปอีกเมื่อจิ้มคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ของร้าน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกเมนูของที่นี่ไม่ใส่ผงชูรสเลย แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกว่ารสชาติขาดอะไร ความกลมกล่อมที่ได้มาจากวัตถุดิบ เทคนิคการปรุง และน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ ทำให้แต่ละจานกินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกหนักลิ้น



และนั่นก็เป็นเสน่ห์ของ SUK!iSM ที่เราชอบที่สุด เพราะแม้จะเป็นเมนูสุกี้เหมือนกัน แต่ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่วิธีปรุง วัตถุดิบ ไปจนถึงน้ำจิ้ม ล้วนถูกออกแบบให้มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง จนทำให้ทุกครั้งที่กลับมา เรายังรู้สึกว่าเหลืออีกหลายรสชาติให้ค้นพบเสมอ
Good for
ใครที่กำลังมองหาร้านสุกี้ที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง ชอบรสชาติที่กลมกล่อมแต่ยังมีความจัดจ้านกำลังดี จะมากินมื้อเที่ยงแบบสบายๆ หรือชวนเพื่อนมานั่งคุยยาวในมื้อเย็นก็เหมาะ เพราะที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนแวะมากินข้าวบ้านเพื่อนที่ใส่ใจทั้งอาหารและรายละเอียดของทุกจาน
SUK!iSM
Address: บ้านเลขที่ 672 เอกมัยซอย 10 แยก 6
Open: เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 12.00-21.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร)
Contact: SUK!iSM
Parking: มีที่จอดรถ**
Budget:** ราคา 200-400 บาท




