
อุณหภูมิน้ำทะเลพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กระทบพื้นที่ต่ำ-ทำลายแหล่งประมง
บีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยบริเวณพื้นที่ขั้วโลก ระหว่างละติจูด 60 องศาเหนือถึง 60 องศาใต้ มีอุณหภูมิผิวน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่ 20.89 องศาเซลเซียส ในปี 2023 และมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ประเมินไว้ 1.47 องศาเซลเซียส
ภาคตะวันตกของยุโรปเผชิญกับอุณหภูมิความร้อนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วภูมิภาค ขณะที่สหราชอาณาจักรกำลังเตรียมรับมือกับคลื่นความร้อนครั้งที่ 5 ของปีในสัปดาห์นี้ และอาจส่งผลให้มีการประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งเพิ่มอีกหลายแห่ง
ทั่วทั้งยุโรป อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในเดือนกรกฎาคมพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกและบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตก ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลที่มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับสูงไปจนถึงรุนแรงในวงกว้าง อีกทั้ง ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนก็มีอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงเป็นพิเศษ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังก่อตัว ทำให้มีแนวโน้มว่าปรากฎการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงอีกหลายเดือนข้างหน้า
โดยเอลนีโญเป็นรูปแบบสภาพอากาศตามธรรมชาติในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นร่วมกับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ อาจทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นและเกิดสภาพอากาศรุนแรงมากขึ้น ขณะที่มหาสมุทรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ โดยดูดซับความร้อนส่วนเกินส่วนใหญ่ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนประมาณครึ่งหนึ่งของโลก
ผลกระทบสำคัญที่สุดประการหนึ่งของอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นคือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำทะเลแล้ว และกำลังรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งระดับต่ำและประเทศหมู่เกาะต่างๆ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดคลื่นความร้อนในทะเลที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น ไปนำสู่ปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว และทำลายป่าสาหร่ายเคลป์และแหล่งประมงอย่างหนักด้วย
อีกทั้ง ผิวน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจะระเหยความร้อนและความชื้นเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ส่งผลให้พายุหมุนเขตร้อนทวีความรุนแรงขึ้นและมีฝนตกหนักมากขึ้นด้วย




