
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม คลังสารสนเทศรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความ ดังนี้
ยกที่ดินให้วัดแล้ว…ขอคืนได้ไหม? ถ้าตั้งใจยกที่ดินเพื่อสร้างวัดและยืนยันเจตนาชัดเจน ที่ดินก็ตกเป็นของวัดโดยสมบูรณ์ จะขอคืนเองหรือให้คนอื่นภายหลังไม่ได้
| ตัวอย่าง |
| พ.ศ. 2508 ซื้อที่ดิน ผู้ให้ซื้อที่ดินมา และมีเจตนายกให้ใช้สร้างวัด ซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงสำนักสงฆ์ |
| 13 ก.ค. 2513 ตั้งเป็นวัด กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัด และผู้ให้ยืนยันเจตนาว่ายกที่ดินให้วัด |
| 21 ก.ค. 2513 ที่ดินเป็นของวัด เมื่อการตั้งวัดได้รับความเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ที่ดินจึงเป็นของวัดโดยสมบูรณ์ |
| พ.ศ. 2530 มีการโอนให้บุคคลอื่น ต่อมามีการทำที่ดินไปจดทะเบียนโอน แต่ศาลเห็นว่าผู้โอนไม่มีสิทธิโอน เพราะที่ดินเป็นของวัดแล้ว |
| ศาลฎีกาชี้ โอนไม่ได้ตามใจ เมื่อเป็นที่ดินของวัดแล้ว จะโอนกรรมสิทธิได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติการโอนให้บุคคลอื่นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย |
ยกที่ดินเพื่อสร้างวัด+ยืนยันเจตนาอุทิศ เมื่อเป็นของวัดแล้ว จะเอาคืนหรือโอนเองไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551
ย่อสั้น
โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากผู้อื่นแล้วยกให้วัดโจทก์ที่ 1 ขณะที่โจทก์ที่ 1 ยังไม่เป็นนิติบุคคล ต่อมาเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2513 โดยมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส โจทก์ที่ 2 ก็ได้แสดงเจตนายืนยันว่าได้มีการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ตลอดมาโดยมีการทำบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์ที่ 1 มีความประสงค์ขอรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2513 ถือได้ว่ามีเจตนาอุทิศที่ดินพิพาทเพื่อใช้เป็นที่สร้างวัดที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้เป็นที่สำหรับสร้างวัดโจทก์ที่ 1 ตามเจตนาของผู้อุทิศทันที โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525
เมื่อสร้างวัดโจทก์ที่ 1 เสร็จเรียบร้อย กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดโจทก์ที่ 1 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2513 ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้น
เมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แล้วตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น การที่โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลย จำเลยก็ไม่มีสิทธิรับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ที่ 1 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนซึ่งมีผลทำให้การโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยไปยังจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย





