GC ปรับกลยุทธ์ เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมี เร่งเครื่อง Specialty และ Green & Bio ต่อยอดมาบตาพุดสู่ฐานการเติบโตแห่งอนาคต

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ความผันผวนของราคาพลังงาน และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กำลังก้าวสู่บทใหม่ของการดำเนินธุรกิจ ด้วยการเดินหน้ากลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ และเร่งเครื่องธุรกิจ Green & Bio

ไตรมาส 2/2569 สะท้อนความแข็งแกร่งจากภายใน

แม้ต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้าน แต่ผลการดำเนินงานล่าสุดของ GC แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการรับมือความผันผว โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ ทำ Adjusted EBITDA ได้ 26,932 ล้านบาท (เติบโตร้อยละ 81 จากไตรมาสก่อนหน้า) และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท

ขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 GC ทำ Adjusted EBITDA รวม 41,777 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC ฉายภาพทิศทางธุรกิจว่า “ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่น มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และลงมือสร้างความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความแข็งแกร่งจากภายในจะทำให้เราก้าวข้ามความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดย GC ได้วางรากฐานสำคัญ ทั้งโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นของการใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตร มาโดยตลอด ซึ่งวันนี้ได้เชื่อมต่อเป็นภาพเดียวกัน และจะเป็นฐานสำคัญของการเติบโตบทใหม่ของ GC”

บริหารต้นทุน-ปรับองค์กรด้วยดิจิทัล-วินัยทางการเงิน

หัวใจสำคัญที่ทำให้ GC รับมือความผันผวนได้ คือโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ที่ยืดหยุ่น สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว รวมถึงโครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกายังดำเนินตามแผน และจะเริ่มนำเข้าจริงในปี 2572

นอกจากนี้ GC ยังขับเคลื่อนประสิทธิภาพแบบองค์รวมด้วยกลยุทธ์ Holistic Optimization ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้แนวทาง Digital 3 Smarts (Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process)

  • ปี 2568 สร้างมูลค่าจากการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 7,000 ล้านบาท (ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5,500 ล้านบาท)
  • ปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายต่อเนื่องอีก 4,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันความคืบหน้าเป็นไปตามแผน

ด้านการบริหารทางการเงิน GC เสริมความแข็งแกร่งด้วยการบริหารเงินทุน และการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจ Commodity ต่อ Specialty เป็น 70:30

แผนยุทธศาสตร์ช่วงปี 2569–2573 GC วางเป้าหมายเปลี่ยนผ่านพอร์ตโฟลิโอ โดยจะปรับสัดส่วนธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ต่อเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) จากเดิม 80:20 เป็น 70:30 ภายในปี 2573

พร้อมตั้งเป้าหมายสร้าง EBITDA Uplift จาก Holistic Optimization ทั่วทั้งองค์กรเพิ่มขึ้นอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2573 และเสริมความแข็งแกร่งของ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก

  1. ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นเข้ากับปิโตรเคมี
  2. ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC ซึ่งหากสำเร็จ จะกลายเป็นผู้ผลิตชั้นนำในอาเซียนที่มีกำลังการผลิตติด Top 10 ของโลก เสริมความมั่นคงให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องในภูมิภาค โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนปลายไตรมาส 3 ปี 2569
  3. ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ดึงศักยภาพ allnex เป็นหัวหอกหลัก
  4. ธุรกิจ Green & Bio มุ่งสู่อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty)

allnex ธงนำเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ เร่งขยายฐานการผลิตทั่วโลก

ในกลุ่ม Specialty GC เร่งสร้างการเติบโตผ่าน allnex ซึ่งในครึ่งปีแรกของปี 2569 ทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมาย ผ่านการปรับโครงสร้างต้นทุนและมุ่งเน้นกลุ่มเทคโนโลยีที่บริษัทมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง

ไฮไลต์การขยายฐานการผลิตของ allnex

  • ไทย (มาบตาพุด) ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ซึ่งเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป SCA เป็นสารป้องกันสีไหลย้อยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ การลงทุนนี้ช่วยสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดลูกค้าเอเชียแปซิฟิก และกระจายความเสี่ยงซัพพลายเชน
  • จีน (Jiaxing Hub) เป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex ซึ่งล่าสุดมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าที่คาด
  • อินเดีย (Mahad Hub) อยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดที่เติบโต

จากฐาน Bio ทศวรรษ ต่อยอดสู่ ‘Bio Specialty’

GC นำประสบการณ์ในธุรกิจ Green & Bio กว่า 10 ปี มาต่อยอดพอร์ตโฟลิโอให้ครอบคลุมตั้งแต่ เชื้อเพลิงชีวภาพ, เคมีภัณฑ์ชีวภาพ, ไบโอพลาสติก, โอลีโอเคมิคอล ไปจนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง

  • NatureWorks เปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่ นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบเกษตรไทยสู่เทคโนโลยีชีวภาพ
  • GGC & Emery Oleochemicals พัฒนาเคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
  • ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงเกรดสัมผัสอาหาร (Food-grade) รายแรกในไทย เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต

เป้าหมายถัดไปคือการขับเคลื่อนสู่กลุ่ม Bio Specialty พัฒนา Sustainable Solutions ตอบโจทย์เทรนด์โลก

ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation GC วางเป้าหมายยกระดับพื้นที่ มาบตาพุด ให้เป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและฐานธุรกิจที่ครบวงจร เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีและพันธมิตรระดับโลก

ณะรงค์ศักดิ์ บอกว่า “การเติบโตบทใหม่ของ GC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่เรามีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ เรากำลังลงมือทำในแต่ละส่วนตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในวันนี้ และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต”

เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านแนวคิด GC StandOut Through INnovation

เบื้องหลังการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทั้งหมด GC ให้ความสำคัญกับ “คน” ผ่านแนวคิด “GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง” ซึ่งส่งเสริมให้พนักงานกล้าคิดและลงมือทำ โดยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พนักงาน GC ได้เสนอไอเดียรวมกว่า 1,000 ไอเดีย ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนองค์กรได้จริงสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

การเคลื่อนทัพของ GC ในครั้งนี้ เพื่อปรับตัวจากมรสุมเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยง ปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ผ่านการขยับพอร์ตไปสู่ Specialty และ Green & Bio หากพิจารณาตามแผน MTP Transformation รวมถึงเป้าหมาย 2030 ที่วางไว้ GC จะก้าวสู่การเป็นองค์กรปิโตรเคมีมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำที่เติบโตอย่างยั่งยืน และยังเป็นการปักหมุดให้ “มาบตาพุด” และประเทศไทย ขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเคมีภัณฑ์แห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา