เคาะเมกะโปรเจ็กต์แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ รถไฟทางคู่-มอเตอร์เวย์ถึงนราธิวาส


02 ก.ย. 2569 | 06:45น.

ครม.สัญจรสงขลา อนุมัติงบฯ ลงทุนภาคใต้ รถไฟทางคู่เฟสสอง 3 เส้นทาง 1.06 แสนล้าน ศึกษามอเตอร์เวย์ยาวถึงนราธิวาส เชื่อมเศรษฐกิจ ขนส่งสินค้าเกษตร แจกเบี้ยประกันภัยพิบัติ น้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ 15,500 ล้าน ตั้งวงเงินซอฟต์โลน 4,000 ล้าน ขยายเวลาส่งเสริมการลงทุนอีก 3 ปี 

การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลา มีมติเห็นชอบกรอบงบประมาณในการลงทุน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการลงทุนพื้นฐานครั้งใหญ่ 1.06  แสนล้าน และโครงการประกันภัยภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัยและชีวิต 30 ล้านครัวเรือน 15,500 ล้านบาท รวมทั้งอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ระบบราง 5 ปี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุม ครม.สัญจรสงขลา ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ครม.อนุมัติแนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนทันที 4 มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการแก้ปัญหาภัยพิบัติ เพื่อให้เศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้เติบโตต่อเนื่อง โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำต่อ 5 ปี ดูแลกลุ่มเปราะบางด้านสาธารณสุข โดยอนุมัติการสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท 

แจกประกันภัย 30 ล้านครัวเรือน 

พร้อมเห็นชอบงบประมาณ 142 ล้านบาท สร้างศูนย์ภัยพิบัติชั่วคราว และอนุมัติโครงการประกันภัยถ้วนหน้า คุ้มครองประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยคุ้มครองภัย 3 แบบ คืออุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็นความคุ้มครองที่อยู่อาศัยวงเงินสูงสุด 100,000 บาท ต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อไป และคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท จ่ายได้ภายใน 15 วัน ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทต่อปี วงเงินที่คุ้มครอง 75,000 ล้านบาทต่อปี

คมนาคมได้ 1.06 แสนล้าน 

ยังเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 รวม 6 โครงการ โดยอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก่อสร้างสายใต้ก่อน 3 โครงการวงเงิน 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม

สำหรับรถไฟทางคู่ สายใต้ 3 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168.20 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จปี 2575 ช่วงสุราษฎร์ธานี – ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291.65 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จ 2576 และช่วงชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 42.60 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จในปี 2574 

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบในหลักการของทางคู่ระยะที่ 2 อีก 3 โครงการ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ และช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี โดยให้ ร.ฟ.ท.เร่งทบทวนความเหมาะสมโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อ ครม.ต่อไป

เห็นชอบซอฟต์โลน 4 พันล้าน 

นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงด้วยว่า ครม.เห็นชอบหลักการให้ธนาคารออมสินจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำท่วมและสำหรับผู้ประกอบการใหม่ วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท 5 ปี ดอกเบี้ย 1.5%  

นอกจากนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะขยายมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีก 3 ปีดึงดูดการลงทุนรูปแบบใหม่ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่

ศึกษามอเตอร์เวย์ยาวถึงนราธิวาส 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวว่า หลัง ครม.เห็นชอบรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง ร.ฟ.ท. จะออกแบบเสร็จเดือนมกราคม 2570 จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ส่วนการพัฒนาเส้นทางถนนหลังได้เปิด M82 ช่วงบางขุนเทียน-บ้านแพ้วเพื่อเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวกการเดินทางและการขนส่งสินค้าลงสู่ภาคใต้แล้ว ขณะเดียวกัน กระทรวงกำลังพัฒนามอเตอร์เวย์ M8 จากนครปฐมผ่านเขาย้อยเข้าสู่แก่งกระจานไปเชื่อมที่ปราณบุรี ยังมีแผนพัฒนาเส้นทางเป็นทางยกระดับมอเตอร์เวย์ตลอดแนวสายทาง

โดยจะขยายช่องทางเดิมสองเลนซ้ายขวาเพื่อเชื่อมเข้าสู่ทางแยกมอเตอร์เวย์โดยไม่ต้องผ่านสี่แยกหรือสัญญาณไฟจราจร ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปราณบุรีไปจนถึงจุดตัดในจังหวัดสงขลา ก่อนแยกเชื่อมต่อไปยังจังหวัดนราธิวาสต่อไป

ส่วนรถไฟทางคู่ภาคใต้ 3 เส้นทางที่ได้รับอนุมัติ มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 1.เชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์จากจีนตอนใต้ รองรับผ่านประเทศลาว และส่งตรงลงมายังพื้นที่ภาคใต้ของไทยได้อย่างเป็นระบบ

2.ขับเคลื่อนการส่งออกทุเรียนไทย โดยเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งผลไม้สำคัญอย่างทุเรียน เพื่อไปจำหน่ายยังตลาดจีนตอนใต้ผ่านทางระบบราง ช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

และ 3.เปิดเส้นทางส่งออกสู่มหาสมุทรอินเดียด้วยต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีท่าเรือฝั่งมหาสมุทรอินเดีย การพัฒนาทางคู่สายใต้จะช่วยให้ไทยขนส่งสินค้าทางรางเพื่อเชื่อมต่อไปยังรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งออกสินค้าต่อไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งนับเป็นเส้นทางขนส่งที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่ำที่สุดในขณะนี้

วางยุทธศาสตร์ระบบราง 5 ปี  

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ.2571 – 2575 ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สอพ. เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยมี 5 ยุทธศาสตร์หลัก รวมทั้งสิ้น 35 โครงการ วงเงิน 8,677 ล้านบาท ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง จำนวน 10 โครงการ วงเงิน 3,300 ล้านบาท 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาบุคลากรในระบบราง 4 โครงการ วงเงิน 23 ล้านบาท ยุทธศาสตร์ที่ 3 การวิจัยและพัฒนามาตรฐานการขนส่งทางรางและระบบการทดสอบ จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 321 ล้านบาท ยุทธศาสตร์ที่ 4 การรับและถ่ายทอดเทคโนโลยี จำนวน 3 โครงการ วงเงิน 13 ล้านบาท 

และยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 5,020 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศให้สามารถแข่งขันได้และเปลี่ยนไทยจาก “ผู้ซื้อ” สู่การเป็น “ผู้ผลิตและจำหน่าย” ในตลาดโลก