
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 3 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ส.ส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.ฯ วาระพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่าง ๆ โดยได้เชิญนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และผู้บังคับการกองปราบปราม เข้าให้ข้อมูล
โดยนายพริษฐ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงกมธ.ฯ ว่า จากเอกสารที่กรรมาธิการส่งเชิญมาระบุว่า จะเป็นการพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารคดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งตนถูกเชิญในฐานะเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล จึงต้องถามกลับว่าเอกสารอะไร ซึ่งตั้งแต่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว. ไม่เคยนำเอกสารใดมาเผยแพร่ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ในฐานะที่ถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ในสภา พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็หวังว่าในอนาคตหาก มีส.ส.คนใด พรรคไหนถูกกรรมาธิการชุดใดเชิญไปตรวจสอบ ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือโดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันนี้
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการมาให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เป็นเกมการเมือง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเจตนาของกมธ. ไม่ขอก้าวล่วง แต่ต้องข้อสังเกตว่าคดีฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน หากข้อกล่าวโกงส.ว.เป็นจริง หมายความว่ามีความพยายามของคนบางกลุ่มที่พยายามกินรวบประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน
“ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ในวันที่สังคมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งต่อคดีดังกล่าว แต่กรรมาธิการตำรวจจัดลำดับความสำคัญ เห็นว่าเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่กรรมาธิการชุดนี้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง เป็นการไล่ตรวจสอบว่าข้อมูลต่าง ๆ มาจากไหน จึงตัดสินใจแทนประชาชนไม่ได้ว่า การจัดลำดับความสำคัญแบบนี้เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นอำนาจของกรรมาธิการแต่ละคณะ แต่เมื่อตัดสินใจเช่นนี้เชิญมาให้ข้อมูลก็ยินดี ให้ความร่วมมือ” นายพริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วส.ว. เพราะดีเอสไอไปแจ้งความกองปราบปรามแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเดินหน้าทำงานต่อ และที่ผ่านมาในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีฮั้วส.ว. พูดชัดเจนมาตลอด ก่อนที่จะมาชี้แจงวันนี้ว่า ได้รับเบาะแสมาหลายทาง เมื่อได้รับข้อมูลมาก็ไตร่ตรองในเบื้องต้น เมื่อพบข้อมูลหลายแหล่งและสอดคล้องกัน ว่าจะมีมูลความจริง จึงได้นำมาเสนอต่อสาธารณะ
ส่วนประเด็นไหนที่ยังไม่แน่ใจก็จะนำเสนอในลักษณะคำถาม และเชิญคนที่เกี่ยวข้องมายืนยันอีกที
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอชวนคิดตามในภาพรวมว่า หนึ่งในสิ่งสำคัญและถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หากต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกกรณี คือต้องมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการปกป้องผู้ให้เบาะแส หากมีเจ้าหน้าที่เหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น หรือเห็นเบาะแสการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกี่ยวกับคดีทุจริต เป็นเรื่องที่ส.ส.และทุกคนต้องช่วยกันออกแบบมาตรการคุ้มครองผู้ให้เบาะแส หากไม่วางบรรทัดฐาน ในอนาคตหากมีข้าราชการเห็นพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น ก็คงกังวลใจหากจะแจ้งเบาะแส ก็อาจทำให้เดือดร้อน ส่งผลต่ออนาคตการทำงาน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนขอตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งจะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีคุมประพฤติ หากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. ทั้งหมดแล้วมีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ก็เปิดเผยว่าร.ต.อ.ปิยะ เป็นหนึ่งใน 5 คนลงมติเสียงข้างมาก ของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36
“ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเป็นจริง อันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นคุณต่อคดีที่ตัวเองถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว





