
ศุภจี แจงยิบเหตุปรับทัพบิ๊กกระทรวงพาณิชย์ ชี้เพื่อรับศึกวิกฤตซ้อนวิกฤต-เศรษฐกิจภายใน เผยหลักคิด “วางคนที่เหมาะสมกับงาน” ยึดศักยภาพ ความเชี่ยวชาญรับภารกิจได้ทันที
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ชี้แจงอธิบายถึงการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ว่า ขอมาเล่าให้ฟังถึงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหลายท่านให้ความสนใจ โดยขอเริ่มจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังเผชิญอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เราต้องมองให้ชัดว่า ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับอะไร ก่อนวางกำลังคน เราต้องมองให้ชัดก่อนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับอะไร และกระทรวงพาณิชย์จะต้องรับมือกับโจทย์ใดบ้าง
วันนี้โลกกำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤต ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ กติกาการค้าระหว่างประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจภายในประเทศก็เผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ทั้งการกระจายรายได้ที่ไม่ทั่วถึง การส่งออกที่ยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้า ตลาด และผู้ประกอบการบางกลุ่ม ตลอดจนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายเล็กที่ยังแข่งขันและเข้าถึงโอกาสได้ยาก
อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินี การเข้ามาครอบครองกิจการหรือแข่งขันโดยไม่เป็นธรรม รวมถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่ากฎระเบียบและกลไกกำกับดูแลของภาครัฐ
ทั้งหมดนี้คือ “ศึก” ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมือพร้อมกัน
หลักคิดของการจัดทัพในครั้งนี้ จึงตรงไปตรงมา คือ Put The Right Person In The Right Job วางคนที่เหมาะสมในงานที่เหมาะสม โดยดูจากผลงาน ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจได้ทันที เพราะในสถานการณ์ปกติ เราอาจมีเวลาสำหรับการเรียนรู้งานใหม่ แต่ในช่วงเวลานี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการ Specialists หรือผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงในแต่ละด้าน รวมถึงผู้ที่เข้าใจกลไกการทำงานภายในและสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างไร้รอยต่อที่สุด เหมาะสมที่จะรับศึกในปัจจุบัน
โดยมีผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งการจัดทัพครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการรับฟังความเห็นและหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน ทั้งจากปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน ซึ่งมีประสบการณ์และรู้จักศักยภาพของบุคลากรแต่ละคนเป็นอย่างดี และปลัดกระทรวงคนใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อและต้องทำงานร่วมกับทีมผู้บริหารชุดนี้ในระยะต่อไป เพื่อให้การแต่งตั้งตอบโจทย์การทำงานจริง ๆ และเดินต่อได้ทันที
ผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ขอเริ่มจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ โดยดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี และได้รับการต่อวาระอีกครั้งละ 1 ปี จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็น 6 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาสูงสุดตามกรอบที่กำหนด และตามระเบียบจะต้องหมุนเวียนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กระทรวงทราบดีว่าท่านพิมพ์ชนกประสงค์จะปฏิบัติงานในต่างประเทศต่อด้วยเหตุผลด้านครอบครัว จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยผลักดันท่านเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกตำแหน่ง Deputy Director General ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีขั้นตอนการคัดเลือกตามกรอบขององค์การ
กระทรวงได้สนับสนุนท่านพิมพ์ชนกอย่างเต็มที่ ทั้งการหารือกับ Director General ของ WIPO และนำเรื่องเข้าขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงเจตจำนงว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งดังกล่าว หากได้รับการคัดเลือก ท่านจะสามารถปฏิบัติงานที่นครเจนีวาต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ผลการคัดเลือกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และวาระการดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ของท่านกำลังจะสิ้นสุดลง กระทรวงจึงต้องเตรียมการส่งต่องานและวางแผนบุคลากรสำหรับภารกิจต่อไป และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านพิมพ์ชนกได้ยืนยันมาตลอดว่าเมื่อหมดวาระจะลาออกเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว
แม้ว่าวาระของท่านจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และอธิบดี ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการเกษียณอายุราชการและการส่งต่องานในภาพรวม เนื่องจากตำแหน่งต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน กระทรวงจึงจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า ทั้งผู้รับช่วงภารกิจที่เจนีวาและผู้รับผิดชอบตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานด้านการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศของไทยดำเนินต่อเนื่องค่ะ
โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ารับหน้าที่ต่อคือ ท่านกนิษฐา กังสวนิช ซึ่งมีพื้นฐานและประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าใจทั้งกลไกของกระทรวงและเวทีการค้าระหว่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะรับช่วงภารกิจสำคัญนี้ ในช่วงเวลาที่การค้าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วค่ะ
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา อีกภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งขับเคลื่อน คือการยกระดับบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จากการเป็น Regulator ที่มุ่งเน้นการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ ไปสู่การเป็น Value Creator ที่นำทรัพย์สินทางปัญญามาต่อยอด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
โดยจะปรับการทำงานให้เป็นเชิงรุก ไม่รอให้เจ้าของผลงานหรือผู้ประกอบการเข้ามาหาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเข้าไปสนับสนุน ค้นหาศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ และช่วยผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ไปสู่ตลาดจริง
ผู้ที่จะเข้ามารับภารกิจสำคัญนี้ คือ ท่านจิตติมา ศรีถาพร ซึ่งเป็นลูกหม้อเติบโตจากสายงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง จึงเข้าใจทั้งศักยภาพ ปัญหา และกลไกการทำงานของกรมอย่างลึกซึ้ง ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ท่านจึงมีความพร้อมที่จะเข้ามารับภารกิจและเดินหน้างานได้ทันที
แนวคิดนี้เป็นหลักเดียวกับที่เราใช้ในการบริหารกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมอบหมายให้ผู้ที่เป็น Specialist และเติบโตจากสายงานโดยตรงเข้ามาขับเคลื่อนภารกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ท่านพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างผลงานสำคัญได้หลายด้าน ทั้งการยกระดับการปราบปรามนอมินี การพัฒนาทักษะ Upskill-Reskill ให้ผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy และการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ไทย
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า เมื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รู้จริง เข้าใจกลไก และมีประสบการณ์ตรงเข้ามานำองค์กร ก็สามารถต่อยอดงานเดิมและขับเคลื่อนภารกิจใหม่ให้เกิดผลได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับท่านอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคนปัจจุบัน คือ ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ก่อนหน้านี้ได้ทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนถาวรไทยประจำ WTO และ WIPO ณ นครเจนีวา ด้วยเห็นถึงความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่อท่านไม่ได้ตอบรับการทาบทามดังกล่าว จึงจำเป็นต้องพิจารณาผู้ที่มีความรู้และความพร้อมเหมาะสมในลำดับต่อไป เพื่อให้ภารกิจที่เจนีวาสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อมีการปรับตำแหน่งดังกล่าว ทำให้ต้องจัดวางผู้บริหารในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงให้เหมาะสมกับภารกิจทั้งด้านต่างประเทศและการบริหารงานภายใน
รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านการต่างประเทศ ท่านวิทยากร มณีเนตร มีพื้นฐานการทำงานด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เคยปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศทั้งที่ฮ่องกงและดูไบ และมีประสบการณ์บริหารกรมการค้าภายใน จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนและประสานภารกิจด้านการต่างประเทศ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทนท่านรองปลัดเอกฉัตร ซึ่ง เกษียณอายุราชการ
รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ด้านบริหารงานภายใน ส่วนท่านมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ มีประสบการณ์ด้านกฎหมายและมีส่วนช่วยดูแลงานภายในของกระทรวงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารจัดการ จึงได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง เพื่อดูแลกลไกภายในให้การทำงานของทุกกรมเดินหน้าได้อย่างราบรื่น แทนท่านรองปลัดจิตติมาที่ทำงานเป็นแม่บ้านใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์
อธิบดีกรมการค้าภายใน เมื่อท่านวิทยากรย้ายไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายในจึงว่างลง กรมการค้าภายในเป็นหนึ่งในกรมหลักที่ต้องรับมือกับปัญหาเร่งด่วนทั้งค่าครองชีพ ราคาสินค้า สินค้าเกษตร ความเป็นธรรมทางการค้า และการดูแลผู้ประกอบการ จึงต้องการผู้บริหารที่เข้าใจกลไกการทำงานอย่างลึกซึ้งและสามารถเข้ามาทำงานได้ทันที
จึงได้เลือก ท่านวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ซึ่งเป็นลูกหม้อที่มีประสบการณ์ในกรมการค้าภายในมาอย่างยาวนาน มีความเข้าใจทั้งกลไกด้านราคา การดูแลตลาด และกฎหมายการแข่งขันทางการค้า รวมถึงมีส่วนร่วมในการผลักดันกลไกที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทางการค้า จึงได้รับมอบหมายให้กลับมารับหน้าที่เดิมที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้กรมการค้าภายในสามารถเดินหน้ารับมือกับสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้งานใหม่ ซึ่งคือการนำผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกลับมาอยู่ในจุดที่ประเทศต้องการความเชี่ยวชาญของเขามากที่สุด
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำหรับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ท่านวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ เป็นลูกหม้อที่เติบโตมาจากสายงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศโดยตรงเช่นกัน มีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศและมีผลงานด้านการผลักดันสินค้าไทย จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามานำภารกิจการเปิดตลาด เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ และขยายการส่งออกในช่วงเวลาที่การแข่งขันในตลาดโลกรุนแรงขึ้น
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ว่างลงหลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงท่านใหม่ ยังคงมีภารกิจที่ต้องเดินต่ออย่างเข้มข้น ทั้งการปราบปรามนอมินี การยกระดับผู้ประกอบการ การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานอื่น ท่านกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ เป็นผู้บริหารที่ทำงานเชิงรุก มีความบุกลุย และสามารถประสานหลายหน่วยงานเพื่อจัดการปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการปราบปรามนอมินี จึงมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจสำคัญของกรมให้เดินหน้าและเกิดผลในทางปฏิบัติได้ทันทีค่ะ
อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้ตรวจราชการอาจถูกมองว่าเป็นตำแหน่งที่ใช้เพื่อลดบทบาท จนน่าเสียดายที่บางครั้งคุณค่าของคนในตำแหน่งนี้ถูกมองข้าม ทั้งที่ผู้ตรวจราชการก็เป็นผู้บริหารระดับสูงในระดับ C10 และมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจการทำงานของกระทรวงอย่างรอบด้านนะคะ
สำหรับเรา ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากมีความตั้งใจและทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของคนนั้นเองค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เราเปิดโอกาสให้ผู้ตรวจราชการถึง 4 ท่าน เข้ามารับผิดชอบตำแหน่งและภารกิจสำคัญที่เหมาะสมกับความสามารถ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละคนค่ะ
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การมองเฉพาะตัวบุคคล แต่ต้องมองว่าประเทศกำลังเผชิญกับอะไร ใครเหมาะสมกับภารกิจใด และทีมทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนและประเทศได้อย่างไร
การตัดสินใจจัดทัพของกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้จึงผ่านการรับฟังพิจารณา และหารือร่วมกันอย่างรอบคอบที่สุด โดยมีโจทย์สำคัญเพียงข้อเดียว คือ เราต้องชนะศึกทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้า เพื่อปกป้องโอกาสของคนไทย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้




