เหยื่อร้อง ก.ยุติธรรม ถูกคนเมาขับชน เจ็บ 2 เพื่อนอีกคนเสียชีวิต เกือบ 3 ปีคดีไม่คืบ

เหยื่อร้อง กระทรวงยุติธรรม ถูกคนเมาขับชน เจ็บ 2 เพื่อนอีกคนเสียชีวิต เกือบ 3 ปีคดีไม่คืบ ไร้การเยียวยา ด้านทนายลั่นถ้าล่าช้าไม่ดำเนินการจะเอาผิดพนักงานสอบสวนด้วย

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายเอกชัย แมงทอง ทนายความ พร้อม 2 ผู้เสียหาย ยื่นหนังสือปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความเป็นธรรม กรณีถูกคนเมาขับรถยนต์ชนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 คน ตั้งแต่ปี 2566 จนทุกวันนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาจากคู่กรณี อีกทั้งคดียังไม่คืบหน้ายังไม่มีการส่งฟ้องคนขับรถ

น.ส.นัฐมล โลมรัตน์ กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 30 ธ.ค. 2566 ในพื้นที่ สน.โคกคราม ตนพร้อมเพื่อนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กันมา 3 คน เพื่อจะไปซื้อของ ปรากฏว่ามีรถยนต์มาพุ่งชนท้าย ทำให้เพื่อนที่ซ้อนท้ายเสียชีวิต ส่วนตนและคนขับขี่บาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่ง รพ.

น.ส.นัฐมล กล่าวอีกว่า ต่อมาพนักงานสอบสวนได้เรียกสอบปากคำและทราบว่าคู่กรณีที่ชนมีอาการมึนเมา เพราะมีผลตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์วัดได้ 198 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และได้แจ้งข้อหากับคู่กรณีไปแล้ว

น.ส.นัฐมล กล่าวต่อว่า จากนั้นตนได้ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายในคดีแพ่ง ทางคู่กรณียอมชดใช้ให้ตนและเพื่อนที่บาดเจ็บคนละ 150,000 บาท แต่จนถึงขณะนี้เป็นเวลานานกว่า 2 ปีครึ่ง ยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว มีเพียงเงินช่วยเหลือตอนรักษาตัวที่ รพ. 2-3 ครั้ง ครั้งละ 5,000 บาทเท่านั้น

เหยื่อร้อง ก.ยุติธรรม ถูกคนเมาขับชน เจ็บ 2 เพื่อนอีกคนเสียชีวิต เกือบ 3 ปีคดีไม่คืบ

น.ส.นัฐมล กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยติดตามคู่กรณี เพราะคิดว่าเขาคงจะต้องติดต่อมาเอง แต่ก็ไม่ติดต่อมา ส่วนคดีตนก็ไม่เคยได้รับความคืบหน้าใดๆ จากพนักงานสอบสวน วันนี้จึงอยากให้กระทรวงยุติธรรมช่วยติดตามในเรื่องคดีความว่ายังติดขัดส่วนไหน

น.ส.นัฐมล กล่าวต่อว่า ตนอยากให้คู่กรณีมาเยียวยาตามที่ตกลงไว้ เพราะตอนนี้ตนและเพื่อนยังต้องไปหาหมอ ซึ่งมีค่าใช้จ่าย อาการบาดเจ็บก็ส่งผลถึงการทำงานด้วย

ด้านนายเอกชัย กล่าวว่า หลังจากนี้คงต้องมีการติดตามในส่วนของคดีที่ สน.โคกคราม ว่าคดีอยู่ในส่วนไหน เนื่องจากระยะเวลาผ่านมาเกือบสามปี ซึ่งพยานหลักฐานในคดีเมาและขับก็มีความชัดเจนไม่น่าจะเกิน 1 ปีในการส่งฟ้อง

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า หากยังมีการล่าช้าหรือไม่มีการดำเนินการใดๆ อาจจะต้องกลับมาดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนแทน ในส่วนของคดีแพ่งที่มีการตกลงกันก่อนหน้านี้ หากไม่ปฏิบัติตามที่คุยกันไว้ ก็คงต้องมีการดำเนินการในส่วนของบังคับคดี

นายเอกชัย กล่าวอีกว่า ส่วนในคดีอาญาเชื่อว่าน่าจะเป็นการล่าช้าในขั้นตอนการส่งฟ้องของพนักงานสอบสวน ที่ผ่านมาก็ไม่เคยแจ้งความคืบหน้าใดๆ ให้กับผู้เสียหาย วันนี้จึงต้องมาขอให้ทางกระทรวงยุติธรรม ช่วยติดตามคดี