vivo เปิดตัว X300 Ultra และ X300 FE ในไทย ดึง PROXIE เจาะตลาดสมาร์ทโฟนสายคอนเทนต์

‘vivo’ เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ในไทย นำรุ่น Ultra เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผ่าน ‘vivo X300 Ultra’ พร้อมเปิดตัว ‘vivo X300 FE’ ที่วางตำแหน่งจับกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นการถ่ายภาพและวิดีโอ โดยเฉพาะครีเอเตอร์ และผู้ใช้งานที่ต้องการสมาร์ทโฟนสายกล้องในชีวิตประจำวัน

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนทิศทางการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมที่แบรนด์จีนเน้นกันที่ ‘กล้อง’ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญในการแข่งขันกับผู้เล่นรายอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพของ ‘ชิป’ หรือความเร็วในการชาร์จอีกต่อไป

จุดเด่นของ vivo X300 Ultra คือการชูประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอระดับใกล้เคียงกล้องโปร ผ่านความร่วมมือกับ ZEISS โดยมาพร้อมระบบกล้องที่เน้นการใช้งานครบหลายระยะ ตั้งแต่เลนส์มุมกว้างพิเศษ 14 มม. กล้องหลัก 35 มม. ไปจนถึงเลนส์เทเลโฟโต้ พร้อมเซนเซอร์ขนาดใหญ่ และชิปประมวลผลภาพเสริม VS1+ เพื่อช่วยจัดการภาพในสภาพแสงที่ซับซ้อน

ในฝั่งวิดีโอ vivo ดัน X300 Ultra ไปจับตลาดครีเอเตอร์ชัดขึ้น ด้วยการรองรับการบันทึกวิดีโอ 4K 120 fps แบบ 10-bit Log ครบทุกระยะเลนส์ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำคอนเทนต์หรือการเกรดสีวิดีโอภายหลัง

อีกจุดที่ vivo พยายามสร้างความแตกต่างคือการต่อยอดแนวคิดสมาร์ทโฟนสายถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์เสริมอย่างชุดเลนส์ซูม ZEISS โดย X300 Ultra รองรับเลนส์ที่ให้ระยะซูมเทียบเท่า 400 มม. ขณะที่ X300 FE รองรับระยะ 200 มม. เป็นความพยายามผลักขีดความสามารถของสมาร์ทโฟนให้เข้าใกล้ประสบการณ์กล้องถ่ายภาพมากขึ้น

ด้าน vivo X300 FE ถูกวางให้เป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่า แต่ยังเน้นประสบการณ์ด้านกล้องเป็นหลัก โดยมาพร้อมกล้องเทเลโฟโต้ 50 ล้านพิกเซล และฟีเจอร์ Stage Mode ที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนเก็บภาพจากงานอีเวนต์ หรือการแสดงสดมากขึ้น

vivo ยังใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านวงการ T-POP ด้วยการดึงวง ‘PROXIE’ มาเป็น vivo Stage Ambassador และร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในงานอีเวนต์บนเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยแบรนด์ใช้โชว์สด และการสาธิตการซูมแบบเรียลไทม์เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอ เพื่อเชื่อมตัวผลิตภัณฑ์เข้ากับพฤติกรรมของกลุ่มแฟนคอนเสิร์ต และผู้ใช้งานที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายภาพบนเวที ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างการใช้งานจริงที่แบรนด์ต้องการสื่อสารกับตลาดอย่างชัดเจน

ในแง่สเปก X300 Ultra ใช้ Snapdragon 8 Elite Gen 5 พร้อมแบตเตอรี่ 6,600mAh รองรับชาร์จไว 100W แบบมีสาย และ 40W แบบไร้สาย ส่วน X300 FE ใช้ Snapdragon 8 Gen 5 แบตเตอรี่ 6,500mAh พร้อมชาร์จไว 90W โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 และ IP69

อีกจุดที่น่าสนใจคือ vivo ประกาศอัปเดตด้านซอฟท์แวร์ระยะยาวสำหรับ X300 Ultra โดยรองรับอัปเดตความปลอดภัยสูงสุด 7 ปี และอัปเดตระบบปฏิบัติการ 5 ปี ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดเรือธงเริ่มขยับจากฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ไปสู่เรื่องอายุการใช้งานระยะยาวมากขึ้น

สำหรับราคา ‘vivo X300 Ultra’ รุ่น 16GB + 512GB อยู่ที่ 54,999 บาท และรุ่น 16GB + 1TB ราคา 64,999 บาท ขณะที่ชุดเลนส์เสริม ‘vivo ZEISS Telephoto Extender Gen 2 Ultra’ ราคา 8,499 บาท ส่วน Photographer Kit ราคา 79,999 บาท

ด้าน ‘vivo X300 FE’ รุ่น 12GB + 256GB ราคา 27,999 บาท และรุ่น 12GB + 512GB ราคา 31,999 บาท หากซื้อเป็นชุดพร้อมเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200 มม. รุ่น 12GB + 256GB ราคา 33,999 บาท และรุ่น 12GB + 512GB ราคา 37,999 บาท

การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ vivo ขยับเข้าสู่การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมเต็มตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์กล้องเป็นหลัก มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ที่มา: งานเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด vivo X300 Ultra และ vivo X300 FE

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา