
ภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวเชียงใหม่-กระบี่-ภูเก็ต เผย 2 มุมมอง “ฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน” ด้านหนึ่งชี้เป็นเกราะดัดหลังทุนจีนเทา-นอมินีแฝงตัวฮุบธุรกิจท้องถิ่น อีกด้านสะท้อนรัฐควรจัด Priority ใหม่ให้ชัดเจน เสี่ยงทุบฝัน Wellness City และทำลายกลุ่ม Digital Nomad อีกทั้งยังห่วงนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักย้ายซบเวียดนาม-บาหลี
เชียงใหม่หวังสกัด “ทุนจีนสีเทา”
นายไพศาล สุขเจริญ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า การปรับลดวันฟรีวีซ่าเหลือ 30 วัน ถือเป็นกลไกที่ดีในการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และช่วยอุดรอยรั่วทางกฎหมายที่สำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาทุนต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่ม “ทุนจีนสีเทา” มักใช้ประโยชน์จากช่องว่างของวีซ่า 60 วัน ในการแฝงตัวเข้ามาบริหารจัดการธุรกิจนอมินีในเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คอนโดมิเนียม หรือบ้านเช่า โดยกลุ่มนี้ใช้วิธีพำนักเกือบครบ 2 เดือนแล้วบินออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะเดินทางกลับเข้ามาใหม่ในลักษณะหมุนเวียน เพื่อหลีกเลี่ยงการขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งสร้างความเสียหายและเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างมาก

อย่างไรก็ดีมาตรการดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว (Long-Stay) เช่น กลุ่ม Digital Nomad และชาวยุโรป-อเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในเชียงใหม่ ประกอบกับในปัจจุบันเชียงใหม่กำลังเผชิญความท้าทายจากการสูญเสียฐานลูกค้าตลาดยุโรปและตะวันออกกลางจากผลกระทบของสถานการณ์สงครามและอัตราค่าโดยสารเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้น
“กลุ่ม Long-Stay เดิมที่เป็นยุโรป อเมริกา มีค่าใช้จ่ายต่อหัวแตกต่างกันไป บางกลุ่มเช่าคอนโดมิเนียมเดือนละ 30,000-50,000 บาท บางกลุ่มเช่าบ้านหลังใหญ่และหารกัน การลดวันวีซ่าอาจทำให้กลุ่มนี้ปรับตัวหรือเปลี่ยนเป้าหมาย แต่เมื่อเทียบกับการสกัดกั้นกลุ่มธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ถือเป็นแนวทางที่คุ้มค่าในระยะยาว”
ชี้รัฐจัด Priority ไม่ตรงจุด
นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ กล่าวว่า นโยบายนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ “กลับไปกลับมา” ของรัฐบาลไทย และควรจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ตรงจุด นโยบายปรับเปลี่ยนไปตามตัวผู้นำ และขาดฐานข้อมูลสถิติรองรับที่ชัดเจน ว่าการให้วีซ่า 60 วันสร้างปัญหาความมั่นคงจริงตามที่เป็นข่าว หรือเป็นเพียงวาระซ่อนเร้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างมาก

นอกจากนี้ มาตรการนี้ยังมีความย้อนแย้งและขัดแย้งในตัวเอง กับทิศทางการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ที่ภาคเอกชนและรัฐกำลังพยายามผลักดันร่วมกันให้มุ่งไปสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงการเป็นจุดหมายปลายทางของกลุ่มพำนักระยะยาว กลุ่มคนที่ทำงานทางไกล และ Digital Nomad ในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายเงินหนักเพื่อพำนักในระยะยาว การปรับลดวันวีซ่าลงจึงเท่ากับการตัดโอกาสตัวเอง และเพิ่มความยากในการเดินทางเข้าประเทศ แทนที่จะอำนวยความสะดวก
ขณะที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาแบบพำนักระยะสั้นเฉลี่ยเพียง 3-5 วันเท่านั้น การลดวันวีซ่าจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตราการเข้าพักของโรงแรมในภาพรวม แต่อาจส่งผลในเชิงจิตวิทยาและขัดแย้งกับยุทธศาสตร์เมืองที่เชียงใหม่พยายามผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness City) และศูนย์กลางของ Digital Nomad
หากรัฐบาลกังวลเรื่องความปลอดภัย หรือต้องการคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพจริง ควรใช้มาตรการ “ป้องปรามและควบคุม” ในมิติอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการตัดวันวีซ่า เช่น การเพิ่มศักยภาพและกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หรือการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยสกรีนระบบลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ ไม่ใช่ใช้วิธีเดินถอยหลังด้วยการลดวันวีซ่า
หวั่น นทท.ซบเวียดนาม-บาหลี
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย (บาหลี) หรือมาเลเซีย ต่างกำลังออกนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนักท่องเที่ยว Long Stay และ Digital Nomad อย่างเต็มที่ การที่ประเทศไทยปรับนโยบายกลับไปกลับมาและเพิ่มเงื่อนไขที่ยากขึ้น ย่อมส่งผลให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนเป้าหมายไปยังประเทศคู่แข่งทันที
กระบี่ชี้ 2 มุมมอง
นายวัฒน์ เริงสมุทร ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่กล่าวว่า ผู้ประกอบการในพื้นที่มีความคิดเห็น 2 ส่วนคือ ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก เพราะกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวคุณภาพ และอีกส่วนที่เห็นสมควรยกเลิก เนื่องจากนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเข้ามาแฝงตัวพำนักและลักลอบทำงานแย่งอาชีพคนท้องถิ่น ก่ออาชญากรรม ทำธุรกิจในลักษณะนอมินี รวมถึงไม่เคารพต่อระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ได้สร้างผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

ที่ผ่านมาการฟรีวีซ่าระยะยาวกลายเป็นช่องโหว่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามามากเกินไป ซึ่งสวนทางกับจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ประสิทธิภาพในการคัดกรองและควบคุมดูแลลดลง จนลุกลามเป็นปัญหาสังคม
อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งทำควบคู่กันคือ การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” โดยคัดกรองคุณสมบัติและศักยภาพของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ เพื่อดึงดูดกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
เชื่อว่าแนวทางที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณจะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว ทั้งในแง่ของการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ และการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
ภูเก็ตคาด นทท.ลดแน่นอน
นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนกล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรีที่มีการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันสำหรับ 93 ประเทศและกลับไปใช้เกณฑ์รายประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ราว 30 วันถือว่ามีความเหมาะสม ซึ่งมติดังกล่าวได้มีการสอบถามความเห็นมากับผู้ประกอบการอยู่เป็นระยะ

ส่วนชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยสามารถยื่นขอวีซ่าและใบอนุญาตผ่านหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลและส่งเสริมการลงทุนโดยตรง ดังนั้นมาตรการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันจึงไม่กระทบต่อภาพรวมประเทศ แต่กระทบต่อภาพรวมตัวเลขนักท่องเที่ยว “ภูเก็ต” ลดลงอย่างแน่นอน และบรรยากาศการท่องเที่ยวจะดูเงียบเหงาลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
เนื่องจากต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง โดยกลุ่มตลาดระยะใกล้และบางประเทศ อาทิ 1) ตลาดตะวันออกกลาง คาดว่าตัวเลขจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตลาดคาซัคสถานก็อาจลดลง ส่วนตลาดอินเดียที่เคยได้สิทธิยกเว้นวีซ่า หรือเคยใช้ Visa on Arrival (VoA) ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการเดิม แต่ยังมีการเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการรองรับเฉพาะกลุ่ม
ขณะที่ตลาดออสเตรเลียยังคงเป็นปกติ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่นิยมวางแผนและจองการเดินทางล่วงหน้าระยะยาว
ทางด้านภาคเอกชน ผู้ประกอบการรายย่อยในจังหวัดภูเก็ตแสดงความคิดเห็นต่อมาตรการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ด้วยมุมมองที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยในการปรับเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว เพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาวแต่ใช้จ่ายน้อย
ทั้งนี้ ยังช่วยสกัดแรงงานเถื่อนและนอมินี ลดปัญหาชาวต่างชาติแอบแฝงเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย และทำธุรกิจนอมินีข้ามชาติ ซึ่งแย่งอาชีพและส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมถึงลดปัญหาอาชญากรรมจากการใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มอาชญากร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




