เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีนายเนต ภัคตรา รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชา ระบุว่า การปฏิเสธของไทยไม่สามารถลบล้าง ‘หลักฐานทางกายภาพ’ พร้อมอ้างว่าขณะนี้มี AOT นักการทูต และผู้แทนสหประชาชาติ เป็น ‘สายตาของนานาชาติ’ ที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่
เมื่อถามว่าฝ่ายกัมพูชาอ้าง “หลักฐานทางกายภาพ” ไทยมองเรื่องนี้อย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า มีประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายกัมพูชาพูดถูก คือ “ตู้คอนเทนเนอร์ไม่ใช่หลักเขตแดน ลวดหนามไม่ใช่สนธิสัญญา และสนามเพลาะไม่ใช่แผนที่เขตแดน”
การที่บุคคลใดเห็นตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม หรือสิ่งปลูกสร้าง ย่อมพิสูจน์ได้เพียงว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่ ณ จุดนั้น แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันได้ด้วยตัวเองว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศใด ต้องแยกให้ออกระหว่าง การเห็นสิ่งที่อยู่บนพื้นดิน กับการตัดสินว่าแผ่นดินนั้นเป็นของใคร เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เมื่อถามว่าแล้วการที่ AOT นักการทูต และผู้แทนสหประชาชาติเข้าไปดูพื้นที่ มีความหมายอย่างไร ผอ.JIC ระบุว่า ผู้สังเกตการณ์ไม่ใช่ผู้ตัดสินเขตแดน และฝ่ายกัมพูชาเองก็ยอมรับว่า AOT ไม่มีอำนาจกำหนดอธิปไตย ขณะที่ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนก็ไม่มีอำนาจชี้ว่าเส้นเขตแดนอยู่บริเวณใด
ดังนั้น ไม่ควรนำการที่บุคคลเหล่านี้เดินทางไปเห็นสภาพพื้นที่ไปขยายความว่า ประชาคมระหว่างประเทศได้รับรองข้อกล่าวหาว่าฝ่ายใดเป็นผู้รุกรานแล้ว การสังเกตการณ์ไม่ใช่การพิพากษา การไปดูพื้นที่ไม่ใช่การปักปันเขตแดน และการเห็นสิ่งกีดขวางไม่ได้หมายความว่ารับรองอธิปไตยของผู้กล่าวอ้าง หากเคารพบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศจริง ก็ต้องไม่กล่าวอ้างเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรเหล่านั้น
เมื่อถามอีกว่าฝ่ายกัมพูชาระบุว่า “หลักฐานชัดเจน” ไทยต้องการถามอะไรกลับ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องถามก่อนว่า หลักฐานนั้นชัดเจนว่าอะไร การถ่ายภาพตู้คอนเทนเนอร์พิสูจน์ว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ การถ่ายภาพลวดหนามพิสูจน์ว่ามีลวดหนาม หรือการเห็นกำลังทหารพิสูจน์ว่ามีกำลังทหาร แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่าเส้นเขตแดนระหว่างประเทศอยู่ตรงไหน
หากต้องการพิสูจน์เรื่องอธิปไตย ต้องพิจารณาสนธิสัญญา ข้อตกลง หลักฐานทางกฎหมาย ข้อมูลทางเทคนิค และกลไกด้านเขตแดนที่เกี่ยวข้อง อย่านำหลักฐานของเรื่องหนึ่ง ไปสรุปเป็นคำตอบของอีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อถามว่า มีข้อกล่าวหาว่าไทยกำลัง “สร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่” หรือใช้กำลังเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ไทยชี้แจงอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดน มาตรการด้านความปลอดภัยของฝ่ายไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองกำลังพล ป้องกันประชาชน และรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ภายใต้การควบคุมและความรับผิดชอบของฝ่ายไทย โดยเฉพาะหลังเกิดการสู้รบและภัยคุกคามต่อกำลังพลและประชาชน
การป้องกันฐาน การทำสิ่งกีดขวาง หรือการรักษาความปลอดภัย จึงไม่ใช่กระบวนการปักปันเขตแดน และไม่ได้ทำให้เส้นเขตแดนทางกฎหมายเปลี่ยนแปลง ฝ่ายไทยไม่ได้อ้างว่าลวดหนามสร้างอธิปไตย เพราะฉะนั้น ฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ควรอ้างว่า การเห็นลวดหนามเป็นหลักฐานพิสูจน์การรุกราน
เมื่อถามอีกว่า แล้วถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 มีความสำคัญอย่างไร ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา กล่าวย้ำว่า ตนอยากให้ฝ่ายกัมพูชากลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ให้ครบถ้วน เพราะถ้อยแถลงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อหยุดการสู้รบ ลดความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งใหม่
สาระสำคัญคือ หลังการหยุดยิง กำลังของทั้งสองฝ่ายต้องคงอยู่ ณ ที่ตั้งของตน และหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่อาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นพูดง่าย ๆ คือ กำลังอยู่ตรงไหน ให้คงอยู่ตรงนั้น ไม่รุกคืบ ไม่ยั่วยุ และไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการปะทะรอบใหม่
ดังนั้น ก่อนกล่าวหาว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยของไทยเป็นการ “สร้างข้อเท็จจริงใหม่” ต้องพิจารณาให้ชัดว่ากำลังของฝ่ายไทยอยู่ที่ใดในเวลาที่การหยุดยิงมีผล และกิจกรรมที่กล่าวถึงเกิดขึ้นในพื้นที่ใด เรื่องนี้ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลและกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ตัดสินด้วยคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เมื่อถามถึงประเด็นพลเรือนและการให้ประชาชนกลับบ้าน ไทยมีจุดยืนอย่างไร ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักมนุษยธรรมในการให้พลเรือนกลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี แต่ถ้อยแถลงร่วมต้องอ่านและปฏิบัติทั้งฉบับ ไม่ใช่หยิบเฉพาะเรื่องการกลับบ้านของพลเรือนมาอธิบาย โดยละเลยเรื่องความปลอดภัย สถานการณ์กำลังในพื้นที่ และข้อแตกต่างเรื่องเขตแดน
หากพื้นที่ใดยังมีข้อแตกต่างเรื่องสถานะหรือเขตแดน ก็ต้องใช้กลไกที่ตกลงกันไว้ในการแก้ไข ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่งประกาศล่วงหน้าว่าพื้นที่นั้นเป็นของตน แล้วนำหลักมนุษยธรรมมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันอธิปไตย
“หลักมนุษยธรรมต้องได้รับการคุ้มครอง แต่หลักมนุษยธรรมไม่ใช่เครื่องมือปักปันเขตแดน สองเรื่องนี้ต้องแยกให้ออก”
ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้ใช้ JBC และกลไกทางกฎหมาย ไทยเห็นด้วยหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักการดังกล่าว แต่หากยอมรับว่า JBC และกลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน คือช่องทางสำหรับจัดการข้อแตกต่างเรื่องเขตแดน ก็ไม่ควรตัดสินผลล่วงหน้าผ่านการแถลงข่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชาแน่นอน และทหารไทยจึงเป็นผู้รุกราน จะเรียกร้องให้ใช้กลไกเพื่อหาข้อยุติ แต่ขณะเดียวกันประกาศผลของข้อพิพาทไปแล้วฝ่ายเดียว สองอย่างนี้ขัดกันเอง
หากเชื่อใน JBC ก็ให้ JBC ทำงาน หากเชื่อในหลักฐานก็เปิดหลักฐาน หากเชื่อในกฎหมายก็ใช้กฎหมาย และหากเชื่อในถ้อยแถลงร่วม ก็ต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างครบถ้วน อย่าอ้างสายตาของโลก แทนคำตัดสินของโลก
ส่วนการมีบุคคลที่สามเข้ามาสังเกตการณ์เป็นเรื่องที่ไทยกังวลหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ไม่มีปัญหากับการที่บุคคลที่สามเข้ามาสังเกตการณ์ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ เพราะความโปร่งใสเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง โลกกำลังมองเห็น
กับ โลกตัดสินแล้วว่าใครผิด
นักการทูตไปดูพื้นที่ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลของประเทศนั้นรับรองข้อเรียกร้องทางอธิปไตยของฝ่ายใด AOT ไปสังเกตการณ์ ไม่ได้หมายความว่า AOT มีคำวินิจฉัยเรื่องเส้นเขตแดน และผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติที่รายงานผลกระทบด้านมนุษยธรรม ก็ไม่ได้หมายความว่าสหประชาชาติได้ตัดสินข้อพิพาทเขตแดนแล้ว อย่านำสายตาของบุคคลที่สามมาใส่คำพูดให้เขา หากประชาคมระหว่างประเทศมีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ก็ให้องค์กรหรือประเทศนั้นเป็นผู้พูดด้วยตัวเอง
ส่วนคำว่า “ความชอบธรรม” และ “ประชาคมโลก” ที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ไทยมองอย่างไร ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ระบุว่า ประเทศไทยไม่มีปัญหากับคำว่า กฎหมายระหว่างประเทศ ความชอบธรรม หลักฐาน หรือประชาคมโลก แต่ความชอบธรรมไม่ได้เกิดจากการพูดคำว่า ชอบธรรม ซ้ำ ๆ หลักฐานไม่ได้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเพราะกล่าวว่า หลักฐานชัด และประชาคมโลกไม่ได้มีจุดยืนเพียงเพราะมีใครอ้างว่าโลกอยู่ข้างตน ความชอบธรรมต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการในเวลานี้ คือการลดความตึงเครียด ลดการเผชิญหน้าของกำลัง ลดการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเป็นภัยคุกคาม ใช้ช่องทางประสานงานที่ตกลงกันไว้ และลดถ้อยคำกล่าวหาที่สร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
เมื่อถามว่าหากต้องการสันติภาพ ไทยมองว่าทั้งสองฝ่ายควรทำอย่างไร ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ไม่สามารถพูดว่า “ต้องการสันติภาพ” ในประโยคหนึ่ง แล้วอีกประโยคหนึ่งกล่าวหาประเทศเพื่อนบ้านว่า รุกราน ป่าเถื่อน หรือไร้มนุษยธรรมซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วหวังว่าสถานการณ์จะสงบลง การลดความตึงเครียดต้องทำทั้งด้วยการกระทำและคำพูด
เมื่อถามว่า ประเทศไทยพร้อมรับการตรวจสอบจากนานาชาติหรือไม่ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ต้องการปิดกั้นสายตาของโลก และไม่จำเป็นต้องกลัวการตรวจสอบที่เป็นธรรม หากจะตรวจสอบก็ขอให้ตรวจสอบให้ครบทั้งสองฝ่าย ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น รวมถึงสภาพพื้นที่ ลำดับเหตุการณ์ ผลกระทบต่อประชาชนทั้งกัมพูชาและไทย ตลอดจนเหตุการณ์การโจมตีต่อกำลังฝ่ายไทยและการใช้อาวุธที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนของประเทศไทย
อย่าเริ่มบันทึกประวัติศาสตร์เฉพาะวันที่ประเทศไทยตอบโต้ครับ ประเทศไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริงพูดแทนเรา พร้อมย้ำหลักการสำคัญว่า “ตู้คอนเทนเนอร์ไม่ใช่หลักเขตแดนลวดหนามไม่ใช่สนธิสัญญา ผู้สังเกตการณ์ไม่ใช่ผู้พิพากษา และการกล่าวหาซ้ำ ๆ ไม่ได้สร้างอธิปไตย”
พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า หากฝ่ายกัมพูชามั่นใจว่ามีหลักฐาน ก็ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันกล่าวหาผ่านสื่อ แต่ควรเปิดหลักฐาน ใช้กลไกที่ตกลงร่วมกัน กลับไปอ่านและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างครบถ้วน ลดความตึงเครียด และให้ข้อเท็จจริงกับกฎหมายเป็นผู้ตัดสิน และประเทศไทยพร้อมสำหรับสิ่งนั้น





