
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย (Situation Awareness Team : SAT) ครั้งที่ 23/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย สถานการณ์แม่น้ำโขง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้บริหาร ปภ. ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เข้าร่วมประชุม ณ ที่ตั้งและผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายชัยรัตน์เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 1-2 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเข้าสู่พายุโซนร้อน “โซเดล” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ส่วนในช่วงวันที่ 3-7 ก.ย. ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งฝนที่ตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ขณะเดียวกัน สถานการณ์แม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด
นายชัยรัตน์กล่าวต่อว่า ได้เน้นย้ำให้จังหวัดพื้นที่เสี่ยง รวมถึง อปท.ในพื้นที่ ประสานข้อมูลด้านเบอร์โทรศัพท์ของผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาฯ หน่วยงานในพื้นที่ โดยให้ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ และให้จังหวัดติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเสี่ยงหรือคาดว่าจะเกิดอุทกภัย หากประเมินแล้วว่าสถานการณ์มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประชาชน ให้เร่งแจ้งเตือนโดยเร็วผ่านทางวิทยุชุมชน หอกระจายข่าว พร้อมประสานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติส่งการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast Service ไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงโดยทันที เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมพร้อมและปฏิบัติตนได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งให้จังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยง อาทิ ถ้ำ น้ำตก ถ้ำลอด และแหล่งท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก หรือระดับน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเมินความปลอดภัยของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์มีแนวโน้มเป็นอันตรายให้จำกัดหรือระงับการเข้าพื้นที่ทันที พร้อมแจ้งข้อมูลให้ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
นายชัยรัตน์กล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดริมแม่น้ำโขง ให้ติดตามสถานการณ์น้ำและข้อมูลจากพื้นที่ต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มระดับน้ำเพื่อประเมินผลกระทบต่อพื้นที่ริมฝั่งและชุมชนลุ่มน้ำ รวมทั้งตรวจสอบความมั่นคงของแนวป้องกันน้ำท่วม พนังกั้นน้ำ เขื่อน ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และระบบระบายน้ำ หากพบจุดเสี่ยงให้เร่งแก้ไขโดยทันที ตลอดจนแจ้งเตือนผู้ประกอบการริมแม่น้ำโขง ทั้งแพ ร้านอาหารริมแม่น้ำ และผู้ประกอบการเรือ ให้ติดตามระดับน้ำและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ให้ศูนย์ ปภ. เขต จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือ และอุปกรณ์ประจำจุดเสี่ยงให้พร้อมเข้าสนับสนุนการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วให้เร่งฟื้นฟู ทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่สาธารณะ สำรวจความเสียหายให้ครอบคลุมทุกด้าน
นายชัยรัตน์กล่าวอีกว่า สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน พื้นที่สาธารณะ และการดำรงชีพของประชาชน โดยให้การช่วยเหลือเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมทำการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือเยียวยาให้เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการเร่งฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเป็นธรรม





