ค้นที่มา “หลักฐานอันควรเชื่อ” ต้นขั้ว รธน. 40 สู่ปมร้อนฮั้ว สว.


02 ก.ย. 2569 | 08:15น.

คดีฮั้ว สว. อยู่ในจุดวัดใจ 7 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คน สู่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ตามแรงกดดันจากนักการเมือง ขั้วตรงข้ามรัฐบาล และภาคประชาชนหรือไม่ 

เพราะตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้าน กับไอลอว์ เปิดพยานหลักฐานจำนวนมาก ชี้ให้เห็นกระบวนการ – การทำเกม ทำโพย ของเครือข่ายสีน้ำเงิน เพื่อยึดครองสภาสูง 

ทั้งเส้นทางการเงินที่โยงจากตัวละครหนึ่ง ถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง  จับเส้นทางจีพีเอสในพื้นที่การทำโพย การรวมตัว ก่อนเข้าสู่เวทีเลือก สว. ใบเสร็จการจองโรงแรม – ตั๋วเครื่องบิน 

ฝ่ายค้าน – ไอลอว์ ในฐานะผู้กล่าวหานอกสภา มั่นใจว่าพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อสู่สาธารณะ

จะเป็น “ใบเสร็จ” ชั้นดี ที่บีบ กกต.ให้ส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 คน สู่ศาลฎีกา 

แต่คำถามคือ พยานหลักฐานเหล่านั้น 7 เสือ กกต.จะมองว่าเป็นองค์ประกอบเพียงพอที่จะนำ สว. รวมถึง 21 กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไปสู่ศาลฎีกาหรือไม่ 

ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีการ “ตีความ” ข้อความในรัฐธรรมนูญ 226 และในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา 2560 มาตรา 62 ถึงคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” แค่ไหนถึงจะส่งศาล

“แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. เผย 3 เงื่อนไขที่จะส่งศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ต้องมี 3 องค์ประกอบ

ประการแรก ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นในการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครไม่ได้กระทำการทุจริต หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคคลอื่น ก็มีประเด็นว่ากรณีดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 226 หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ 

ประการที่สอง ต้องมีการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต เช่น การจ้างให้ลงสมัคร การจ้างให้ลงคะแนน การสมยอม การแลกคะแนน หรือการให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเอง เป็นต้น 

ประการที่สาม ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ กกต.ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ 

ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยกคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ระบุพฤติกรรมผู้สมัคร สว. 2 คน สนทนาผ่าน LINE แลกคะแนนกันเฉย ๆ ก็ผิดแล้ว 

“ลำพังแค่สนทนาผ่านแอปพลิเคชั่น LINE ว่าเรามาจับคู่กันนะ ก็เป็นความผิดตามมาตรา 62 ของกฎหมายว่าด้วยการได้มา  แล้วผมก็ไปเจอคำพิพากษาศาลฎีกาอีกในเดือนกันยายน 68 เหมือนกัน พฤศจิกายน 68 แลกคะแนนกันเฉย ๆ ไม่ต้องมีพฤติกรรมอย่างที่เวทีที่คุณพริษฐ์ (วัชรสินธุ) จัด (เปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว.)”  

องค์กรอิสระ อย่าง กกต. ถือกำเนิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บัญญัติให้มี “องค์กรอิสระ” เพื่อเป็นฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ เป็นครั้งแรก 

ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2540 ได้มีการหารือ เรื่องการบัญญัติ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ไว้ในอำนาจการตรวจสอบ กกต. ซึ่งที่ประชุมก็มีการถกเถียงขณะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 (4) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอื่นควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

 ถึงการตรวจสอบทุจริตการเลือกตั้ง ควรจะใช้คำว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” หรือควรจะบัญญัติว่า “หลักฐานชัดเจน”  เนื่องจากจะต้องมีผลทำให้ กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ โดยความเห็นที่น่าสนใจ อาทิ 

ความเห็นของ ดร.คณิต ณ นคร ระบุว่า เรื่องของการพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ มันมี 3 ดีกรี ดีกรีแรกคือเรื่องของการมีมูล อันนี้ก็เบาที่สุด อันที่ 2 ก็ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” บางครั้งกฎหมายเขียนว่ามีเหตุอันควรเชื่อ อันนี้ก็หมายถึงว่ามันดีกรีมัน สูงขึ้นมา ดีกรี 3 ใช้สำหรับการ “ลงโทษ” คือ เป็นดีกรีที่ปราศจากสงสัย 

“เพราะฉะนั้นการพิจารณาในแง่ของการดำเนินการในด้านการเลือกตั้ง ผมคิดว่าคงจะไม่ถึงดีกรีที่ปราศจากสงสัยในการลงโทษคน ความจริงในส่วนนี้ก็น่าจะใช้ได้เรื่องจริงมีหลักฐานควรเชื่ออันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีภาวะวิสัยตามสมควรแล้ว” 

ส่วนฝ่ายที่ต้องการให้บัญญัติอื่น ๆ เช่น “เมื่อมีหลักฐานชัดเจน” เช่น “ประชุม ทองมี” ระบุว่า กรณีที่ให้ใช้ถ้อยคำว่ามีหลักฐานชัดเจนนั้นเนื่องจาก กกต.มีสิทธิและมีอำนาจที่จะบันดาลให้การเลือกตั้งนั้นหยุด มีสิทธิมีอำนาจหน้าที่ในการที่จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ มีสิทธิและมีอำนาจหน้าที่ในการที่จะให้นับคะแนนใหม่ 

“เพราะฉะนั้นทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้น ๆ มันหยุดไปโดยสิ้นเชิง ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็คือผู้ที่ถูกมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ อาจจะไปใช้สิทธิทางศาลก็ได้ แต่ว่ากว่าจะใช้สิทธิทางศาลหรืออุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ชึ่งเราจะเขียนกันต่อไป มันก็จะเกิดปัญหาความล่าช้า เพราะฉะนั้นถ้าทางฝ่ายเลขาฯ ยังไม่บรรจุถ้อยคำอันนี้ผมก็ขอสงวนถ้อยคำไว้ว่า เมื่อมีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า การเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ผมก็ขอสงวนไว้ครับ”

ด้าน นางพินทิพย์ ลีลาภรณ์ ระบุว่า ตามที่ดิฉันได้ตั้งข้อสังเกต คำว่า หลักฐานอันควรเชื่อไว้ รู้สึกว่ายังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขในจุดนี้ จริง ๆ แล้วดิฉันมองว่าจุดนี้เป็นจุดหลักการสำคัญในการที่จะพิจารณา การที่จะให้คำว่า หลักฐาน อันควรเชื่อเพื่อตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่ ดิฉันมองว่ามันค่อนข้างจะเป็นการให้อำนาจ กกต.มากเกินไป

แต่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ในฐานะเลขานุการ ชี้ว่า เรียนตรงนี้คำว่า หลักฐานอันควรเชื่อได้ เป็นคำในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการพิสูจน์กัน ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ แล้วไปสั่ง ถ้าอย่างนั้นล่ะใช้คำว่า เมื่อ “มีเหตุอันควรเชื่อ” แค่นี้พอ หรือมีมูลว่า นั่นเป็นดีกรีอ่อนสุดของการบัญญัติกฎหมายที่ให้ดุลยพินิจโดยไม่ต้องมีหลักฐาน 

ดีกรีแก่ขึ้นมาอีกอันหนึ่งก็คือ “เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการไต่สวนสอบสวนอะไรกันพอสมควรแล้วปรากฏหลักฐานในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นฐานของการใช้อำนาจ 

กับอีกอันหนึ่ง คือ “เมื่อมีหลักฐานชัดเจนหรือปราศจากข้อสงสัย” อันนี้ชัดเจน แปลว่าถูกต้องแน่นอนหรือปราศจากข้อสงสัย ที่ใช้ในการพิจารณาลงโทษคนในคดีอาญาเท่านั้น ถ้าเอาหลักนั้นมาใช้ในคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้ผมเกรงว่าอำนาจนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะไม่มีโอกาสได้ใช้เลย

แต่แล้วคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับต่อมา

คือ ฉบับ 40 ฉบับ 50 และฉบับ 60 และคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็นำไปสู่การยุบพรรค ทั้งพลังประชาชน ไทยรักษาชาติ อนาคตใหม่ และก้าวไกล