
ความคืบหน้ากรณีตำรวจเกาหลีใต้รายหนึ่งรีบปิดคดีคนหายหลายรายบนเกาะเชจูโดยไม่มีการสืบสวนใดๆ ซึ่งเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับสารภาพว่าเหตุที่เขากระทำเช่นนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาระงานที่เพิ่มขึ้น
โดยสำนักงานตำรวจเชจูเปิดเผยว่า ตำรวจที่ก่อเหตุอื้อฉาวรายนี้มีนามสกุลว่า “บู” ซึ่งถูกจับเมื่อเร็วๆ นี้ และถูกส่งตัวมายังสำนักงานอัยการเขตเชจูเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ได้ทำการปิดคดีสำคัญอย่างน้อย 2 คดีโดยมิชอบ และเขาถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีในหลายข้อหา ได้แก่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การปลอมแปลงบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของทางราชการ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานด้วยวิธีการหลอกลวง
สำนักงานตำรวจฯระบุว่าระหว่างการสอบสวน นายบูได้ให้การว่า บุคคลที่สูญหายเป็นผู้ใหญ่ทั่วไป เขาจึงไม่ได้ใส่กับคดีนี้อย่างจริงจัง หากไม่ปิดคดีก็คงมีภาระงานที่ต้องจัดการเพิ่มขึ้นอีกมาก และด้วยความรู้สึกกดดันเรื่องการส่งมอบงาน เขาจึงตัดสินใจปิดคดีไปทั้งที่ยังไม่เรียบร้อย
หนึ่งในคดีคนสูญหายที่นายบูชิงปิดคดีโดยไม่ได้สืบสวน เป็นกรณีของ น.ส.จาง มีรัน หญิงชาวเกาหลีใต้ วัย 37 ปี ที่หายตัวไปในเดือนพฤษภาคม ซึ่งแฟนหนุ่มของเธอได้เข้าแจ้งความตำรวจว่าแฟนสาวหายตัวไป ในเวลานั้น นายบูได้แจ้งกับแฟนหนุ่มของจาง มีรันว่าเขาได้พูดคุยกับเธอแล้ว แต่เธอไม่ต้องการพบตำรวจหรือให้แฟนหนุ่มติดต่อหา ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่นายบูกุขึ้นเองทั้งสิ้น ทั้งยังได้บันทึกข้อมูลเท็จดังกล่าวลงในระบบ รวมถึงลงบันทึกว่า น.ส.จางเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และได้ทำการปิดคดีไป ก่อนที่จะมีการพบศพของ น.ส.จาง ใกล้กับสวนปาล์มแห่งหนึ่งบนเกาะเชจูเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
อีกคดีหนึ่งเป็นการแจ้งความชายอายุ 60 ปีรายหนึ่งหายตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งนายบูก็ปลอมแปลงข้อมูลเท็จในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างว่าได้คุยกับชายคนดังกล่าวแล้ว ซึ่งเขาไม่ต้องการติดต่อกับใคร ก่อนจะมีการพบศพชายรายนี้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ตำรวจยังเชื่อว่านายบูอาจปิดคดีคนหายในลักษณะนี้ไปอีก 25 คดี แม้ว่าในบางคดีจะมีการยืนยันในภายหลังว่าบุคคลเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดีก็ตาม
เหตุอาชญากรรมรุนแรงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะมีรายงานผู้สูญหายในเกาหลีใต้มากกว่า 70,000 คนในแต่ละปี แต่ร้อยละ 99 ของกรณีเหล่านี้ได้รับการคลี่คลายภายในเวลาหนึ่งเดือน
คดีอื้อฉาวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองในเกาหลีใต้เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลเพิ่งผ่านกฎหมายโอนอำนาจการสอบสวนทั้งหมดจากอัยการไปยังตำรวจ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นมาตรการที่มุ่งลดอิทธิพลทางการเมืองของอัยการ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน ซึ่งกล่าวหาตำรวจว่าทุจริตและไร้ประสิทธิภาพมานานหลายปีแล้ว ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดีอี แจมยอง ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปตำรวจภายหลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์




