
เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 7 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระที่ 2 และ 3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอแปรญัตติงบประมาณในมาตรา 7 สำนักงานนายกรัฐมนตรีว่า สำนักงบประมาณได้เสนอกรอบงบประมาณตัวเองมาประมาณ 1.05 พันล้านบาท แต่กมธ.มีการปรับลดงบลงเพียงแค่ 2.4 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งตนเชื่อว่ากรรมาธิการทุกคนทราบดีถึงหลักเกณฑ์การปรับลดงบประมาณ แต่หากเรามาลองดูตัวชี้วัดงบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี อาทิ มีการตั้งตัวชี้วัดตัวเองว่าการจัดทำงบประมาณต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในวาระ 1 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาบอกว่าเราจะจัดทำงบประมาณในปีนี้เป็นงบประมาณฐานศูนย์
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ตนได้แสดงตัวเลขตั้งแต่ในวาระหนึ่งว่ากว่า 90% อาจจะถึง 95% ด้วยซ้ำของโครงการที่อยู่ในร่างพ.ร.บ.งบปี 70 ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่ยกมาจากปีก่อน ๆ แทบมองไม่เห็นเลยว่าโครงการไหนที่รัฐบาลจงใจบรรจุมาเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลบ้าง ดังนั้น ท่านตอบได้จริง ๆ หรือว่าการจัดทำงบประมาณปี 70 นำโดยสำนักงบประมาณ นำโดยรัฐบาล สามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้จริง
นอกจากนี้ ยังมีการระบุตัวชี้วัดไว้ว่า งบประมาณต้องมีการโปร่งใส ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของเงินในงบประมาณเพียงเท่านั้น แต่เรายังมีเงินนอกงบประมาณด้วยเช่น โครงการ TH-AI Passport ในโครงการดีอี ที่มีการตั้งคำถามว่ากำลังถูกล็อกสเป็กหรือไม่ในทีโออาร์ ฉะนั้น วันนี้จึงอยากชี้ให้เห็นว่าสำนักงบประมาณนำโดยรัฐบาลตกลงแล้วทำผ่านตัวชี้วัดที่ตั้งไว้เองหรือไม่ หากไม่ผ่านตัวชี้วัดจึงมีคำถามว่า ตกลงแล้วเราใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่เราพิจารณาหน่วยรับงบอื่น ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับที่เราพิจารณางบให้กับสำนักงบประมาณหรือไม่ เพราะมันตกทั้งสองตัวชี้วัด
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ปฏิเสธในการที่จะให้งบประมาณเต็มเม็ดเต็มหน่วยกับสำนักงบประมาณเพื่อที่จะทำให้งบประมาณดี โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่วันนี้ตนอยากได้คำยืนยันจากตัวแทนของรัฐบาล เพื่อให้พวกตนได้สบายใจ เพราะหากท่านยืนยันข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้ ตนคงให้งบประมาณกับสำนักงบประมาณแบบที่กมธ.พิจารณาผ่านมาแบบนี้ไม่ได้จริง ๆ เพราะตกตัวชี้วัด
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อเสนอที่ตนอยากเสนอคือ 1.เราอยากเห็นงบประมาณที่มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และมีประชาชนมีส่วนร่วม โดยพวกตนได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งมีหลักเกณฑ์คือให้เปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ เป็นหลัก อาทิ การสืบราคา คณะกรรมการยกร่าง ส่วนไหนจะปกปิดว่าเป็นเรื่อง ๆ ไป จึงอยากถามไปยังตัวแทนรัฐบาลว่าท่านเห็นด้วยกับพวกเราหรือไม่ และพร้อมที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ผ่านสภาในปีงบประมาณนี้ได้หรือไม่ เพื่อทำให้ปีงบประมาณถัดไปมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น มีการทุจริตน้อยลง
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า 2.ในต้นปีงบประมาณ รัฐบาลอยากให้งบประมาณในปีนั้นมีทิศทางอย่างไร อยากให้รัฐบาลตั้งกรอบตั้งกรอบให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณให้ชัดเจนก่อนที่จะมีการยื่นคำขอ เพื่อให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณส่งคำขอเข้ามาตรงกับภารกิจกับตัวเอง อยู่ในกรอบคำขอเขาจะได้ไม่โดนตัด ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ ODCD ไกด์ไลน์เขียนไว้ชัดเจน ท่านกล้าที่จะรับปากพวกเราหรือไม่ ว่าท่านอยากปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณเช่นนี้ให้ตรงกับ ODCD ไกด์ไลน์ กำหนดกรอบให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ ซึ่งตนและพรรคประชาชนได้เสนอร่างพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว จึงอยากได้คำยืนยันจากตัวแทนของรัฐบาลว่า ท่านพร้อมที่จะผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ร่วมกับพวกเราภายในปีงบประมาณนี้หรือไม่ เพื่อให้งบประมาณปี 71 มีประสิทธิภาพมากกว่านี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยในข้อสังเกตมีการเขียนไว้ว่ารัฐบาลจะต้องมีการปรึกษาหารือประชาชนและตัวแทนของประชาชนแต่ต้นกระบวนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วมีการจัดทำงบประมาณเช่นนี้ หากท่านอยากเห็นหน้าตางบประมาณเป็นแบบไหนก็ขอเปิดรับฟังความคิดเห็น แล้วให้รัฐบาลนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปเป็นแนวทางให้แต่ละหน่วยรับงบประมาณส่งคำขอเข้ามา ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจอยู่แล้วตามมาตรา 165 ที่ระบุไว้ว่า กรณีที่มีปัญหาสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร นายกรัฐมนตรีสามารถขอเปิดประชุมสภาเพื่อหารือในที่ประชุมรัฐสภาได้โดยไม่ต้องมีการลงมติ เพื่อให้การจัดทำงบประมาณในปีถัดไป ตัวแทนประชาชนมีส่วนร่วม
“นี่คือคำยืนยันที่ผมอยากได้ยินจากตัวแทนรัฐบาลว่า ท่านพร้อมที่จะเปิดพรีบัดเจ็ตดีเบตแบบที่ผมเสนอหรือไม่ หากท่านไม่สามารถรับปากพวกผมได้ทั้งสามข้อผมก็มีข้อกังวลจริง ๆ ว่าการจัดทำงบประมาณในปีเจ็ดหนึ่งหากทำแบบเดิมก็คงได้ผลลัพธ์แบบนี้และผมคงไม่สามารถผ่านงบประมาณให้ได้” นายณัฐพงษ์ กล่าว





