เมื่อเวลา 19.15 น. วันที่ 30 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570
นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายว่า สำหรับงบประมาณปี 70 นี้ ในส่วนของเรื่องแรงงานเมื่อเปิดงบประมาณออกมาดู เห็นตัวเลขตอนแรกก็ตกใจ เพราะปีนี้กระทรวงแรงงานได้งบเพิ่มถึง 3.7 พันล้านบาท เพราะรัฐบาลอาจเห็นความสำคัญของแรงงานที่ต้องเร่งอัปสกิล (Upskill) และรีสกิล (Reskill) ของแรงงานให้ทันต่อโลก
นายสหสวัต กล่าวต่อว่า หากดูตัวอย่างผิวเผินจากงบประมาณที่เพิ่มขึ้น 5% ถือว่าเพิ่มมากเป็นอันดับ 3 หากเมื่อนับรวมทุกกระทรวง ซึ่งตนก็ดีใจที่งบประมาณเพิ่มขนาดนี้แสดงว่ารัฐบาลเห็นถึงความสำคัญของแรงงาน แต่หากดูที่ไส้ในจะพบว่า งบที่เพิ่มเป็นงบของสำนักงานประกันสังคม ที่ได้เงินเพิ่มมากกว่า 4.2 พันล้านบาท และหากดูผ่านๆ เราจะคิดว่าจะเป็นการใช้หนี้ประกันสังคมเพิ่มขึ้น ซึ่งหักดูที่ไส้ในจริงๆ ก็จะพบว่า รัฐบาลใช้หนี้ประกันสังคมเพิ่มขึ้น 1.4 พันล้านบาท ที่เหลืออีกกว่า 2.8 พันล้านบาท คือเงินสมทบที่ต้องจ่ายเพิ่มจากการที่ประกันสังคมปรับเพดานค่าจ้าง โดยปัจจุบันรัฐบาลเป็นหนี้ประกันสังคมอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า วันนี้ท่านใช้หนี้เพิ่มขึ้นมา 1.4 พันล้านบาท หักรวมจากปีที่แล้ว เท่ากับว่าปีนี้ได้ใช้หนี้จำนวน 7 พันล้านบาท เป็นตัวเลขที่ไม่มากไม่น้อย หากเทียบกับยุคของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้หนี้รวมกับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 18,000 ล้านบาท
“ผมเข้าใจว่าทางรัฐมนตรีได้ตอบเรื่องนี้ไปแล้ว ว่าจะไปปรึกษาเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรีก่อน ผมคาดหวังกับท่านจุลพันธ์ ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่แค่การไปปรึกษาหารือ แต่ท่านต้องไปไฝ้วมาเลยกับท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดแผนการใช้หนี้ประกันสังคมที่เป็นรูปธรรมตามที่ท่านกล่าวไว้ ท่านรัฐมนตรีเองก็เอ่ยปากมาว่าใช้หนี้หมดภายใน 5 ปี แต่ผมอยากเห็นแผนที่จะบังคับใช้ และวางกรอบเลย เพื่อไม่ให้มีข้ออ้างอะไรมาตัดงบตรงนี้ได้” นายสหสวัต กล่าว

นายสหสวัต กล่าวต่อว่า เรื่องแผนการใช้หนี้ท่านรัฐมนตรีก็เคยดูกระทรวงการคลังมาก่อนก็ทราบว่าการใช้หนี้ต้องมีแผนที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาสำนักงานไม่เคยรู้เลยว่าแต่ละปีใช้หนี้มาเท่าไหร่ และผู้ประกันตนอยากเห็นจริงๆ เกี่ยวกับแผนการคืนให้หนี้ของทางรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมว่าตกปีละเท่าไหร่และใช้เวลากี่ปี ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือต้องพร้อมดอกเบี้ย เพราะหนี้ที่ท่านค้างอยู่ในเวลาที่รัฐบาลใช้ใช้เพียงแค่เงินต้น แต่ดอกเบี้ยไม่ให้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็รู้ว่าเงินต้นเท่านี้ ถ้ามีดอกเบี้ยจะเป็นเงินเท่าไหร่ หากเอาเงินที่รัฐติดอยู่ไปลงทุนจะได้รีเทิร์นมาปีละเท่าไหร่ ดอกเบี้ยหรือผลกำไรตรงนี้ สามารถเอาไปดูแลพี่น้องผู้ประกันตนได้มาก และขอรัฐบาลอย่าตีเนียน ช่วยจ่ายค่าเสียโอกาสให้กับผู้ผู้ประกันตน 24 ล้านคนด้วย
นายสหสวัต กล่าวด้วยว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อไปทำโครงการต่างๆ ที่หาเสียงไว้ แต่ความเป็นจริงกลับไปเพิ่มที่เพียงแค่สำนักงานประกันสังคม 4.2 พันล้าน แสดงว่างบจริงของกระทรวงแรงงานหายไป 500 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นแบบนี้เราจะจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาของแรงงานในยุคใหม่ และตอบโจทย์นโยบายที่รัฐบาลใช้หาเสียงได้อย่างไร ซึ่งการที่ทุกพรรคหาเสียงว่าจะ Upskill และ Reskill แรงงาน รวมถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ไม่ได้สะท้อนในงบประมาณเล่มนี้เลย ซึ่งตนเข้าใจว่ากระทรวงแรงงานงบน้อยอยู่แล้ว แต่รอบนี้กลับน้อยลงไปอีก ซึ่งจะต้องจัดออกมาให้ดีที่สุด และตรงต่อสถานการณ์ด้านแรงงาน รวมถึงตรงกับนโยบายที่หาเสียงไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า เราต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เป็นวิกฤตของประเทศเราในตอนนี้คือปัญหาเรื่องทักษะของคน เพราะจากรายงานของสภาพัฒน์ฯ ประเทศไทยมีปัญหาการทำงานไม่ตรงกับทักษะ และคุณวุฒิการศึกษา สูงถึง 55.75% ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากหากเทียบกับที่อื่นในโลก และคนที่จบ ปวช. และ ปวส. เจอกับปัญหานี้มากที่สุด ซึ่งปัญหานี้ยิ่งหนักกับคนยุคนี้โดยเฉพาะเด็กที่จบใหม่อายุระหว่าง 20 ถึง 25 ปี เป็นกลุ่มที่ตกงานมากที่สุด ปัญหานี้ก็มีพื้นฐานมาจากการขาดทักษะของคนไทย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับวิกฤต เป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้อง Upskill และ Reskill อย่างเร่งด่วน เพราะเป็นสิ่งที่ทุกพรรคพูดเอาไว้ก่อนการเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลนี้เป็นภารกิจหลักของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ถือว่าหายนะ เพราะถูกตัดไปมากกว่า 191 ล้านบาท ซึ่งแผนยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพตลอดช่วงชีวิต ที่ถูกตัดไปกว่า 124 ล้านบาท จึงเกิดคำถามว่าเราจะสามารถพัฒนา ทักษะแรงงานที่อยู่ในวิกฤตนี้ได้ทันหรือไม่
นานสหัสวัต กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังจะขอชมท่านรัฐมนตรีสักเล็กน้อยที่อย่างน้อยรักษาสัญญาเรื่องโครงการเรียนได้งบจบได้งานที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งตนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จ ไม่เหมือนกับโครงการฝึกอบรมอื่นๆของกรมพัฒที่ผ่านๆ มา ที่ฝึกแล้วทั้งไม่ได้เงิน ไม่ได้งานใหม่ และรายได้ก็ไม่เพิ่ม สำหรับโครงการนี้ ตนสนับสนุนอย่างเต็มที่ หากเราอ้างอิงจากนโยบายในเว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย ท่านเสนอให้คนที่ฝึกอบรมเรียนจบได้งานทำแน่นอน มีนายจ้างมารอ เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ตนเสนอเพิ่มเติมให้ท่านสามารถพัฒนาต่อยอดให้โครงการนี้ดำเนินการจากแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วอย่าง “ไทยมีงานทำ” ได้ทันที ให้การหางานใหม่หรือการทำงานต่างๆ มารวมอยู่ในแอพพลิเคชันเดียวกัน และหากเชื่อมโยงกับประกันสังคมได้ยิ่งดี
นายสหสวัต กล่าวอีกว่า ตนหวังอย่างมากที่อยากให้ท่านทำให้ได้ แต่ดูจากงบประมาณที่ได้รับ ตนเองก็เป็นห่วงว่า โครงการเรียนได้งบจบได้งานของท่านจะไม่ได้ตามเป้าหมายเพราะงบประมาณนั้นก็น้อยเหลือเกิน แค่เพียง 193 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่ควรจะเป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล อีกเรื่องสำคัญที่ตนติดใจ และเป็นเรื่องวิกฤตของแรงงานโลก และแรงงานไทยในตอนนี้ คือเรื่องแรงงานอิสระ เพราะเราทราบดีว่าไทยเรามีแรงงานอิสระสูงถึง 21 ล้านคนหรือเกินครึ่งของคนทำงานทั้งประเทศ ซึ่งรัฐบาลเองก็พูดตลอดว่าต้องให้ความสำคัญ ต้องดูแลสวัสดิการและพัฒนาพี่น้องกลุ่มนี้ แต่สิ่งที่ปรากฏในเล่มงบประมาณนี้ กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะกระทรวงจัดงบพัฒนาทักษะแรงงานนอกระบบมาเพียง 53.6 ล้านบาท ในขณะที่ปีที่แล้วได้ไปถึง 260 ล้านบาท โดยงบหายไป 200 กว่าล้านบาท แบบนี้จะเรียกว่าให้ความสำคัญได้หรือ และที่ผ่านมาการพัฒนาเรื่องนี้อาจจะมีสะเปะสะปะไปบ้าง เช่น มีโครงการพัฒนาแรงงานอิสระแบบแปลกๆ เช่น หลักสูตรฝึกอาชีพอย่างหลักสูตรโหราศาสตร์ จึงเกิดการตั้งคำถามว่ามันควรเป็นหลักสูตรฝึกอาชีพที่จัดโดยรัฐหรือไม่ ซึ่งปัญหาใหญ่คืองบที่ตัดออกไปจากโครงการพัฒนาแรงงานอิสระ 200 ล้านบาท แสดงวาสเราจะไม่พัฒนาทักษะคน 21 ล้านคนแล้วหรือไม่ ตนจึงอยากให้ทบทวนเพื่อพิจารณาและวางแผนเรื่องนี้ใหม่
นายสหสวัต กล่าวด้วยว่า หากดูจากเล่มงบประมาณ จะเห็นครับว่าภารกิจหลักของโครงการหลักของกรมการจัดหางาน นับเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแรงงานไทยที่ทำงานในไทย นั้นกรมการจัดหางานมีหน้าที่หลักโครงการหลัก แค่โครงการเดียวคือ การส่งเสริมให้คนมีงานทำที่จัดงบแบบเดิมทุกปี ซึ่งทำเชิงรับกว่าเอกชนอีก แล้วใช้ตัวเลขที่ว่าคนว่างงานในไทยมีต่ำกว่า 1% มาเป็นเกราะกำบังให้ตัวเองตลอด โดยที่ไม่เคยตั้งคำถามว่ามันเป็นงานที่มีคุณภาพหรือไม่ และไม่มีการเขียนถึงการทำงานเชิงรุก ไม่มีโครงการที่จะส่อไปในการหางานที่ดีได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อจะให้โครงการที่ว่านี้เกิดก็ต้องดึงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประกันสังคมที่เป็นข้อมูลด้านแรงงานที่เรียลไทม์ที่สุดที่ไม่ยอมแชร์กับใครสักทีมาอยู่ในแพลตฟอร์มนี้ด้วย
นายสหัสวัต กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งกรมที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกรมที่ช่วยดูแลพี่น้องแรงงาน และจริงๆ แล้วถือว่าควรจะมีบทบาทสำคัญในโลกยุคนี้เพิ่มขึ้น ก็กลับถูกละเลยออกไป คือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่โดนตัดงบไป 36 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ดูไม่เยอะมาก เมื่อเทียบกับทั้งประเทศ แต่การจัดงบแบบนี้ก็สะท้อนครับว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจสวัสดิการของพี่น้องแรงงาน โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่สถานการณ์การละเมิดสิทธิแรงงานเพิ่มขึ้น การเลิกจ้างเพิ่มขึ้น สิทธิและสวัสดิการต่างๆน้อยลง แต่งบประมาณของหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงกลับลดลง และไม่มีโครงการไหนเลยที่จะเสริมสร้างอำนาจต่อรอง และการรวมตัวของแรงงาน ทั้งๆ ที่สหภาพแรงงานเราอ่อนแอลง สวัสดิการเพิ่มเติมนอกเหนือจากกฎหมายกำหนดลดลง
นายสหสวัต กล่าวต่อว่า ปัญหาใหญ่ของกรมสวัสที่สะสมมาอย่างยาวนานคือการขาดแคลนบุคคลากร โดยเฉพาะพนักงานตรวจแรงงาน เพราะทุกวันนี้กรมสวัสทำงานเชิงรับอย่างเดียว ต้องรอให้มีคนร้องถึงจะไปตรวจ แทบไม่มีการสุ่มตรวจเชิงรุก ซึ่งมีบางเคสในพื้นที่ผมที่ต้องรอมา 4-5 เดือน เกินกรอบเวลาแล้วก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีการติดตามกับนายจ้างปล่อยให้ลูกจ้างต้องดิ้นรนเอง นี่เป็นปัญหาพื้นฐานของแรงงานคลาสสิคที่การขาดคน ทำให้กรมสวัสทำงานได้อย่างไม่เต็มที่
นายสหสวัต กล่าวอีกว่า งบประมาณที่รัฐบาลจัดมานี้ สะท้อนว่ารัฐบาลไม่เคยมีการวางแผนการบูรณาการการทำงานทั้งระบบ ไม่เคยวาง MasterPlan ที่ทำได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ตนจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายและงบประมาณ ดังนี้ 1.เสนอให้รื้อโครงการใหม่และออกแบบโครงการให้เชื่อมต่อกันได้จริง ให้มีการบูรณาการกันอย่างแท้จริง สำหรับภารกิจในการพัฒนาฝีมือแรงงานของคนไทย ต้องออกแบบหลักสูตรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนเกิด MasterPlan ที่ทำร่วมกันจริงๆ และต้องมีการกำหนดเจ้าภาพหลักในแต่ละโครงการ โดยวันนี้รัฐบาลต้องมีแผนที่ชัดเจนว่าจะเติบโตไปทางไหน พัฒนาไปทางไหน เพื่อแก้วิกฤตแรงงานขาดทักษะพื้นฐาน และแก้เรื่อง Skill Mismatch ที่เป็นปัญหาที่ตามมา
นายสหสวัต กล่าวต่อว่า 2.ในด้านฐานข้อมูลเรื่องแรงงาน ขอเสนอให้กระทรวงแรงงาน เชื่อมข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมออกมา ให้เห็นถึงสถานการณ์ด้านแรงงานในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถนำมาใช้ทำแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำแพลตฟอร์มเดียวที่เชื่อมถึงกันหมด 3.ในด้านการมีงานที่ดีทำ ขอเสนอให้กระทรวงแรงงานต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้นเพื่อพยากรณ์อุปสงค์ และอุปทาน รวมไปถึงต้องสร้างอุปสงค์ใหม่ด้านแรงงานขึ้นมาด้วย และทำทุกวิถีทางให้ 2 อย่างนี้จับคู่กันให้ได้โดยที่ประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด
นายสหสวัต กล่าวด้วยว่า 4.ทำแผนคุ้มครองแรงงานเชิงรุก เพิ่มจำนวนผู้ตรวจให้เพียงพอ และต้องทำงานเชิงรุกสนับสนุนการตั้งสหภาพแรงงานเพื่อให้เกิดความคุ้มครองแรงงานให้มากที่สุด และรีบให้สัตยาบรรณอนุสัญญา ILO 87 98 ไม่ต้องรอผลการศึกษาจากกรรมการใดๆ และ 5.ใช้หนี้ประกันสังคมพร้อมดอกเบี้ย และวางแผนจะใช้ปีละเท่าไร และให้กองทุนประกันสังคมได้วางแผนการเงินได้ ฉะนั้น การจัดงบประมาณของกระทรวงแรงงานควรจะตั้งอยู่บนฐานคิดที่จะทำให้แรงงานได้ งานที่ดี เงินดี และมีหลักประกันที่มั่นคง ซึ่งหากจัดงบแบบนี้ งบปี 70 จะช่วยใครไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้ช่วยแรงงานอย่างแน่นอน





