ดึงพลังเอกชนพลิกเศรษฐกิจ เอกนิติโชว์ลงทุน-CP ชี้ไทย HUB ทุนโลก

P1-Num1

“อนุทิน-เอกนิติ” เปิดวงครั้งแรกให้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ดึงพลังนักธุรกิจใหญ่ ภาคการผลิต อุตสาหกรรม ทุกเซ็กเตอร์ ร่วมยกเครื่องเศรษฐกิจไทย รมว.คลัง-หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โชว์แพ็กเกจลงทุนใหญ่ดึงเอกชนไทย-ต่างชาติลงทุน ดันยอดทะลุล้านล้านบาท “ศุภชัย CP” เชื่อศักยภาพไทยแข็งแกร่ง ชงเป็น HUB ดึงทุนโลก ชี้กลไกร่วม PPP ดีที่สุด ค่ายโตโยต้า อยากให้หนุนรถยนต์ทางเลือกไฮบริด ไม่จำกัดแค่ EV วงการท่องเที่ยวความหวังหลายล้านคนชงเลิกแข่งราคาถูกดันมหาอำนาจท่องเที่ยว สภาอุตฯ เชียร์วง กรอ. นายกฯตัดสินใจไว สภาหอการค้าขอร่วมวง ครม.เศรษฐกิจ SMEs-ขอทุนต่อลมหายใจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดตึกภักดีบดินทร์ ในทำเนียบ รับคณะนักธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุด ครั้งแรก ส่งเทียบเชิญ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม 35 รายชื่อ หารือร่วมกับ 20 รัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการ ปลัดกระทรวงที่เป็นฝ่ายเสนาธิการเศรษฐกิจของรัฐบาล ใช้เวลาประชุมและดินเนอร์กว่า 4 ชั่วโมง

ฟังนักธุรกิจปรับทิศ ศก.ใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” โดยมี CEO และระดับเจ้าของกิจการ ประธานอาวุโสของบริษัทใหญ่ ผู้นำสภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม ยืนยันเข้าร่วม 34 คน จากจดหมายเชิญ 35 คน วาระการประชุมเริ่มต้นเวลา 17.00 น. จนถึงราว 20.30 น.

นายเอกนิติในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ระบุว่า เวทีหารือครั้งนี้เป็นไปตามความมุ่งมั่นทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการจัดวงนี้ขึ้นมาเพื่ออยากสื่อสารให้ภาคธุรกิจเห็นว่ารัฐบาลนี้รับฟังและได้ยินปัญหาและความต้องการของทุกภาคส่วน

แผนลงทุนใหญ่ยอด BOI ล้านล.

ในเวทีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำเสนอประเด็นแผนการลงทุนประเทศไทยทั้งในกรอบงบประมาณ 2569-2570 และการดึงเอกชนไทย-ต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาได้ยอดการลงทุนผ่านสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไตรมาสแรกทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ รวมทั้งเสนอแพ็กเกจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน “ไทยช่วยไทยพลัส” จากนั้นหลังร่วมฟังความคิดเห็นจากนักธุรกิจ และรวบรวมจัดทำเป็นแผนยกเครื่องประเทศไทย

Advertisement

“โจทย์ใหญ่ หัวใจสำคัญคือ ขณะนี้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่ออย่างไร จึงต้องฟังความเห็นจากภาคเอกชน ว่าต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอะไร อย่างไร เพื่อนำมากำหนดทิศทาง พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคตให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ใหม่” นายเอกนิติระบุ

ดึงพลังเอกชนเคลื่อนประเทศ

นายเอกนิติย้ำว่า หลังจากการรับฟังความเห็แล้วรัฐบาลจะนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ตามกรอบที่หารือกันไว้ ซึ่งในอดีตวิธีการทำงานจะนำทีมโดยเทคโนแครต เช่น ยุคของนายเสนาะ อูนากูล, ดร.พิสิฏฐ ภัคเกษม จากสภาพัฒน์ และดึงเอกชนมาร่วม แต่ในยุคนี้รัฐบาลกับเอกชนจะเป็นการทำงานเดินไปด้วยกัน ตามวาระที่เอกชนหยิบยกขึ้นมานำเสนอ

Advertisememt

“ผลของการรับฟังความคิดเห็นแบบเปิดกว้างจากวงประชุมทั้งหมด รัฐบาลโดยทีมรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ จะสรุปประเด็นข้อเสนอไปผลักดันต่อ โดยใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ตามนโยบายของนายกฯ”

ตั้งใจแก้อุปสรรค 6 เดือนเห็นผล

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า “จากนี้ไปรัฐบาลตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำ มาเป็นการทำงานร่วมกัน โดยให้ภาคเอกชนที่เป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค”

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจตั้งเป้าหมายว่า การดำเนินการดังกล่าวจะผลักดันเครื่องยนต์ต่าง ๆ ให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติได้จริง ภายใน 6 เดือน พร้อมทั้งจะมีการติดตามผลและประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับยุทธศาสตร์ยกเคลื่องเศรษฐกิจไทย จะผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, เศรษฐกิจสีเขียว, AI, การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ

ทั้งนี้การลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

ศุภชัยแนะปั้นไทย HUB ภูมิภาค

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนได้พูดอยู่เสมอว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางอะไรได้บ้าง ด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านการศึกษา ด้านนวัตกรรม ค้นคว้าวิจัย ด้านเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ เกษตรอาหาร และการเงิน รวมถึงเมดิคอลและเฮลท์แคร์ โดยดึงคนระดับโลกเข้ามาลงทุนและทำงานในเมืองไทย

“ถ้าเราเป็นศูนย์กลางเหล่านี้ได้ไทยจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานในระดับภูมิภาค หรือระดับโลก หมายความว่าประเทศไทยเราส่งมอบคุณค่าให้กับส่วนรวมได้มากกว่าทุกประเทศ ทำให้เกิดการเติบโตของจีดีพี และเศรษฐกิจของประเทศ เกิดการกระจายความเจริญและรายได้”

นายศุภชัยระบุว่า มีหลายเรื่องที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางได้ แต่การจะเป็นศูนย์กลางได้ทุก ๆ ด้านต้องมีเรื่องการค้นคว้าวิจัย มีบุคลากรระดับโลก เพื่อเป็นอนาคตของประเทศและภูมิภาค คิดว่าเรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเรื่องนี้จะสามารถมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย

ลงทุนร่วม PPP ดีที่สุด

รองประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันภาครัฐไม่ต้องทำเองทุกเรื่อง สามารถใช้ PPP ให้เอกชนมามีส่วนร่วมเพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐ ให้เกิดประโยชน์จริง ถ้ารัฐบาลมีความต่อเนื่องผมว่าเรื่องนี้ดีที่สุด ซึ่งเอกชนไทยเรามีศักยภาพอีกมาก ไม่ต้องเป็นเครือ ซี.พี.ก็ได้ ถ้าเอกชนมีโอกาสทำพันธกิจที่ได้ทั้งความคุ้มทุนและได้ประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ประเทศจะได้ผลกำลังมหาศาล

“รวมถึงสตาร์ตอัพที่ก่อตั้งในไทย ทำยังไงให้เขามีบทบาทกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และเอากำลังของคนรุ่นใหม่มาช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ วันนี้ไม่ใช่ไทยแข่งไทย แต่ไทยยืนอยู่จุดไหนของโลก และเป็นทีมเดียวกับโลกได้ยังไง การแข่งขันยังคงอยู่ แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการกีดกัน แต่อยู่บนพื้นฐานการคิดสร้างสรรค์” นายศุภชัยกล่าว

โตโยต้าเสนอ 4 ประเด็นรถยนต์

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ระบุกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ มีสัดส่วนในการสร้างจีดีพีให้กับประเทศไทยสูงถึง 10% โตโยต้ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย มีการผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศและการส่งออก และมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศในปริมาณค่อนข้างสูง

“ต้องยอมรับว่าส่วนสำคัญของความสำเร็จมาจากนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ ทั้งส่วนของรถปิกอัพขนาด 1 ตัน และรถยนต์อีโคคาร์ ที่ถือเป็นโปรดักต์แชมเปียนส์ของประเทศไทยเกิดระบบซัพพลายเชน และเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโตโยต้าได้มีข้อเสนอและหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง”

ผู้บริหารโตโยต้าซึ่งได้รับเชิญร่วมเวทีกับนายกฯ ย้ำข้อเสนอ 4 ประเด็นไปยังภาครัฐ คือ 1.การกระตุ้นความต้องการการใช้รถยนต์ภายในประเทศ 2.มาตรการรักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย เพื่อให้มีการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้มากขึ้น 3.การยกระดับศักยภาพและความสามารถในการส่งออกรถยนต์จากฐานผลิตประเทศไทยให้มากขึ้น

และ 4.การนำเสนอนโยบาย “มัลติพาร์ดเวย์” หรือความหลากหลายของพลังงานทางเลือก โดยรัฐบาลไม่ควรจำกัดการสนับสนุนเพียงแค่ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ BEV เท่านั้น แต่อยากให้สนับสนุนหลังงานทางเลือกต่าง ๆ ทั้งไฮบริด (HEV), พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel)

นายยามาชิตะยังกล่าวต่อไปว่า หากจะมองใช้เชิงการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจปัจจุบันโตโยต้ามีการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า อย่างไฮลักซ์ ทราโว่-อี ออกสู่ตลาด แต่ขณะนั้นต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของปริมาณ ที่ไม่มากพอในการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในปริมาณที่สูง เมื่อเทียบกับ รถปิกอัพไฮลักซ์ ทราโว่ ที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90%

ฮอนด้าย้ำดูแลอุตสาหกรรมเดิม

ด้านนายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และในฐานะตัวแทนบริษัท เปิดเผยว่า ประเด็นที่ฮอนด้าต้องการเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คือ การดูแลในส่วนของมาตรการการสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ทำลายห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ท่องเที่ยวชง “เลิกแข่งราคาถูก”

นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นที่ สทท.ได้นำเสนอในที่ประชุมครั้งนี้คือ สื่อสารว่าท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเครื่องยนต์เศรษฐกิจ แต่คือความหวังของคนไทยหลายล้านคนทั้งประเทศ

โดยสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุด คือความชัดเจน ความรวดเร็ว และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่น เปิดประเทศเชิงคุณภาพ และกล้าปฏิรูประบบที่เป็นอุปสรรค ประเทศไทยจะไม่เพียงฟื้นตัวแต่จะสามารถก้าวขึ้นเป็น Tourism Hub ของเอเชียได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สทท.ได้นำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ภารกิจเร่งด่วน ประกอบด้วย การฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ประเทศไทย เร่งดำเนินมาตรการ “Thailand Tourism Confidence Recovery” แบบบูรณาการทั้งประเทศ โดยเฉพาะรถรับจ้าง ราคาสินค้าไม่เป็นธรรม

การสื่อสารภาวะวิกฤตแบบ Real-Time ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 24 ชั่วโมงหลายภาษา ทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็น “Safe & Friendly Destination” อันดับต้นของเอเชีย

ภารกิจที่ 2 วางรากฐานยุทธศาสตร์ ภายใน 4 ปีรัฐบาลควรวางรากฐานสำคัญ คือ การเปลี่ยนประเทศไทยจาก “Tourism Destination” สู่ “Tourism Economy” ยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักเชื่อม Soft Power สร้าง National Tourism Data Platform รวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยว พฤติกรรมการใช้จ่าย ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลเชิงลึกของสายการบิน เพื่อใช้วางนโยบายแบบ Data-Driven และแข่งขันกันกับประเทศคู่แข่งได้

พัฒนาแรงงานท่องเที่ยวแห่งอนาคต โดยเร่ง Upskill / Reskill ด้านภาษา รวมถึงการสร้าง “Tourism Academy” ระดับประเทศ สร้างมาตรฐาน Green Tourism ระดับประเทศ เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดยุโรปและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในอนาคด เสนอจัดตั้ง “War Room” ด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ

ภารกิจที่ 3 สิ่งที่ต้องยุติ (Policy Exit) ประกอบด้วย ยุติระบบราชการที่ล่าช้าและการอนุมัติหลายขั้นตอน เลิกนโยบาย “แข่งขันด้านราคาถูก” ประเทศไทยไม่ควรแข่งขันด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องมุ่งคุณภาพ, รายได้, ความยั่งยืน

SMEs ขอทุนต่อลมหายใจ

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาพันธ์สะท้อนปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในภาวะตึงตัวจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่สร้างแรงกดดันต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และกำลังซื้อในประเทศ การเข้าไม่ถึงแหล่งทุน-สินเชื่อ ภาครัฐจำเป็นต้องมีกลไกพิเศษที่ไม่ใช่ระบบธนาคาร เช่น กองทุน หรือช่องทางเฉพาะอื่น ๆ เพื่อส่งเม็ดเงินลงไปยังผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง เพราะหากยังใช้กลไกเดิมจะช่วยได้เฉพาะกลุ่มเดิมที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่ออยู่แล้ว

ทั้งนี้สมาชิกของสมาพันธ์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไมโครและเอสเอ็มอีขนาดเล็ก โดยมีเครือข่ายเกือบ 300,000 ราย พบว่าปัญหาหลักตอนนี้มี 3 เรื่องที่ต้องการสะท้อนต่อภาครัฐ คือ 1.มาตรการกระตุ้นการใช้สอยในประเทศ เช่น “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทย” ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน ทำให้เกิดยอดขายและช่วยประคองเศรษฐกิจฐานรากได้ในระยะสั้น 2.สินเชื่อต้องลงถึงรายย่อยจริง และ 3.การจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ

หอการค้าขอร่วมวง ครม.

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การตั้ง กรอ.ในฐานะภาคเอกชนมองว่าเป็นเรื่องดี แต่จะมีความยุ่งยาก เนื่องจากในการประชุมแต่ละครั้งจะต้องรอความพร้อมของรัฐบาล บางครั้งอาจใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจะจัดการประชุมหนึ่งครั้ง ไม่สอดคล้องกับความเร่งด่วนที่เอกชนจะหารือกับรัฐ ดังนั้นการมี ครม.เศรษฐกิจน่าจะตอบโจทย์มากกว่า การประชุมแต่ละครั้งจะเชิญให้เอกชนเข้าไปนั่งฟังร่วมหารือและแสดงความคิดเห็นได้ และ ครม.เศรษฐกิจมีความถี่มากกว่า และมีความสำคัญในแต่ละเรื่องที่ชัดเจน ทำให้เห็นแนวทางด้านเศรษฐกิจจะเร็วกว่า

เชียร์ กรอ.-นายกฯ แก้ปัญหา

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องการฟื้น กรอ.เพราะมองว่าจะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนตัดสินใจร่วมกันได้เร็วขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ต้องการให้รัฐเร่งมาช่วยแก้ปัญหาต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้าราคาถูกทะลักเข้าไทย ปัญหาส่งออกชะลอตัว ค่าไฟและโลจิสติกส์สูง กฎระเบียบที่ล่าช้าและซ้ำซ้อน

“ส.อ.ท.มองว่าหาก กรอ.กลับมาทำงานอย่างเข้มข้นจะช่วยปลดล็อกปัญหาได้เร็ว เพราะมีนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานเศรษฐกิจหลักร่วมตัดสินใจโดยตรง ทำให้ข้อเสนอจากเอกชนไม่ค้างอยู่ในระบบราชการนาน อีกเหตุผลสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งการแข่งขันจากจีน เทคโนโลยีใหม่ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จึงต้องการใช้ กรอ.เป็นช่องทางผลักดันมาตรการเร่งด่วน”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง